2010/Sep/18

ผมสะดุ้งตื่นขึ้นมาในตอนเช้าของอีกวันหนึ่ง แสงที่ส่องลอดบานหน้าต่างเล็กๆ ตรงข้ามกับเตียงเข้ามาทำให้ต้องยกมือขึ้นบัง ก่อนจะหยีตาน้อยๆ เพื่อให้ชินกับแสงนั้น

เมื่อลุกขึ้นมานั่งก็พบว่าตัวเองอยู่ในเสื้อผ้าชุดเดิมที่ใส่ตั้งแต่เมื่อวาน

ไม่ทันจะได้ลงจากเตียง เสียงโทรศัพท์เครื่องเล็กก็ดังขึ้นมา ผมควานหาไปใต้หมอนก็ไม่เจอ มองไปรอบๆ ก็ไม่เห็นมี จนกระทั่งพบว่ามันตกอยู่ข้างเตียงตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ หยิบขึ้นมาดูหน้าจอก็ต้องส่ายหน้าขำๆ อีก เมื่อพบว่าคนที่โทรมาเป็นคนเดียวกับเมื่อคืน

“ว่าไงวะวาเลย์ โทรมาทำไมหลายรอบ”

“เออ ขอบใจที่เป็นห่วง กูยังสบายดี”

“กูมีข่าวดีบอกมึงด้วย...”

“ใช่ มึงเดาถูกได้ไงวะ กูเจอพี่หมอแล้ว...”

“สัด...ทำไม คนมันทำบุญมาเยอะ”

“เออ ขอบใจที่อวยพร”

ผมยิ้มน้อยๆ พลางกดวางโทรศัพท์ ลงจากเตียง จัดการตัวเองโดยการอาบน้ำแต่งตัวจนเรียบร้อย พอเดินออกจากห้องพักของรีสอร์ทมายังบ้านส่วนกลางที่ประกอบไปด้วยเคาน์เตอร์ สำหรับเช็คอินและเช็คเอาท์ ที่นั่งสำหรับรับรองแขก กับห้องอาหารไม่ใหญ่นัก

รีสอร์ทนี้เป็นที่ๆ เผอิญมีเพื่อนที่คณะคนหนึ่งมันแนะนำมา บอกว่าเป็นรีสอร์ทเล็กๆ เหมาะสำหรับคนไปพักใจ ผมก็ได้แต่ตบหัวมันไปหนึ่งครั้งด้วยความเซ็ง

ไอ้นี่หนิ...ย้ำอยู่ได้!

รีสอร์ทนี้เหมือนจะเป็นรีสอร์ทของญาติมัน บริหารทำงานกันแบบครอบครัวมากกว่า

“พี่หมออยู่ไหนนะ”

ผมพึมพำกับตัวเองเบาๆ ในขณะที่กำลังเดินขึ้นบันไดไปยังห้องอาหาร ตอนเช้าแบบนี้ แขกในห้องอาหารค่อนข้างมีมากสักหน่อย ผมมองหาโต๊ะ มองหน้าคนที่คิดถึงไปด้วย ตอนนี้ผมสบายใจขึ้นในระดับหนึ่งแล้ว ที่รู้ว่าพี่หมออยู่ที่นี่

...และ...ผมก็เจอพี่หมอ...



“เอ่อ โทษนะครับ...”

ผมเรียกบริกรเอาไว้ หลังจากที่ผมเพิ่งสั่งอาหารเช้าเสร็จ ขณะที่ชายหนุ่มในชุดเสื้อยืดสีขาว ใส่ผ้ากันเปื้อนสีดำตัดกัน บนนั้นมีโลโก้และชื่อรีสอร์ทสกรีนไว้ กำลังจะกลับตัวเดินออกไป เขาหันกลับมาทำหน้างงเล็กน้อย

“พี่กันอยู่ไหนเหรอครับ”

“ ... อ๋อคุณกัน อยู่ในครัวครับ”

“ขอบคุณครับ เอ่อ แล้วจะออกมาตอนไหนครับ”

“สักสิบนาทีมั้งครับ”

บริกรหนุ่มยิ้มให้ผมนิดหนึ่ง ก่อนจะผงกหัว เดินออกไป สักครู่จึงเอากาแฟในถ้วยเซรามิกสีควันบุหรี่มาเสิร์ฟ

ผมชอบดื่มกาแฟเพียงอย่างเดียว มันเป็นนิสัยที่ว่า ไม่ชอบทานอะไรหนักๆ ตอนเช้า พี่หมอก็บ่นอยู่บ่อยๆ ว่าทำไมไม่ทานอะไรเสียบ้าง เดี๋ยวจะปวดท้อง  อาหารเช้าเป็นสิ่งสำคัญนะ บลาๆๆ วิชาชีพเข้าสิงตามเคย

เมื่อคิดถึงตรงนี้ ผมก็ได้แต่ยิ้ม มองถ้วยกาแฟในขณะที่มือกำลังคนน้ำตาลกับครีมที่ใส่ลงไปเพิ่มให้เข้ากันด้วย ช้อนชาเล็กๆ ไปด้วย

เงยหน้าขึ้นมามองรอบๆ ตัว ก็ไม่พบคนที่อยู่ในห้วงคำนึง

ทว่าเมื่อยกกาแฟขึ้นจิบ ในระดับสายตาคราวนี้ ผมเห็นใครบางคนกำลังเดินออกมาจากห้องครัวด้านใน...รสชาติของกาแฟที่กำลังแผ่ซ่านอยู่บนปลายลิ้น ทำให้ผมต้องยิ้มออกมา


...ฝีมือพี่หมอไม่ผิดแน่


“พี่หมอ...” 

คนถูกเรียกหันมามองนิดหนึ่งแต่ก็ไม่ได้หยุดเดิน ผมเลยถามต่อ กำลังจะลุกขึ้นเดินตามด้วย

“พี่หมอ จะไปไหนครับ”

“ทำไมไม่กินข้าว”

ไม่ทันจะตอบคำตอบผม ก็โดนย้อนคำถามใหม่กลับมาเสียก่อน

“เอ่อ....”

“ตามใจ ปวดกระเพาะก็อย่ามาบ่น ”

“แล้วพี่หมอจะไปไหนเหรอ”

“ทำงาน...” 

“ให้น็อตช่วยไหม”

“เป็นแขกก็พักไปเถอะ”

เสียงตอบกลับมาห้วนจัดจนผมทรุดตัวนั่งลงที่เดิม ใบหน้าที่เคยยิ้มสดใสงอหงิก ผมปล่อยให้อีกคนเดินออกจากห้องอาหารไป ยกกาแฟซดอีกสองสามอึก เรียกบริกรคนเดิมมาลงบันชีไว้กับบัญชีห้องพัก

ไปเดินเล่นเสียดีกว่า เพราะผมก็ไม่รู้ว่า ที่พี่หมอบอกว่าทำงานเนี่ย มันทำงานที่ไหน ยังไง

 “เอาวะ...อย่างน้อยก็เห็นแล้วว่า พี่หมอไม่ได้หนีไปไหนอีก

...ละมั้ง”


ผมได้แต่เปรยขึ้นมา  แต่ปลายประโยคได้แต่คาดคะเนออกมาอย่างไม่แน่ใจ

---

“อาการไม่ดีขึ้นเหรอครับ?”

เสียงคุณหมอหน้าใสใส่แว่นตรงหน้าถามอย่างงงๆ เมื่อเห็นผมมานั่งปั้นจิ้มปั้นเจ๋ออยู่ตรงหน้าอีกครั้ง ภายในระยะเวลาสองวัน ผมพยักหน้าหงึกหงัก ตีหน้าเศร้าเล่าความเท็จ ในขณะที่ภายในใจนั้นลิงโลดจนแทบจะนั่งนิ่งไม่ได้ ปิดรอยยิ้มที่กำลังเบ่งบานออกมาแทบไม่มิด

“ครับ...”

“แต่ผมเพิ่งสั่งยาไปเมื่อวานนะ คุณทานแล้วใช่ไหมครับ”

“ครับพี่หมอ”

นั่น...แอบเนียนเรียกพี่ พลางช้อนสายตาขึ้นมองพี่หมอด้วยแววตาเศร้าสร้อย นี่ผมทำตามไอ้วาเลย์แนะนำนะเนี่ย

“แต่เมื่อวาน แสดงว่าต้องทานตอนเย็น ตอนเช้า ตอนเที่ยงวันนี้...มันก็แค่สามมื้อเองนี่”

“ครับ”

ผมพยักหน้าหงึกหงักอีก

“แล้วมันจะหายไหมล่ะเนี่ย แค่นี้ ผมสั่งยาให้ตั้งสี่วันนะครับ”

“เอ่อ...”

คราวนี้แทนที่จะพยักหน้าอีกครั้ง กลับต้องทำหน้าเหวอหน่อยๆ 

ด้วยคิดว่า แผนที่ไอ้วาเลย์คิดให้ ทำไมมันด้อยเหตุด้อยผลอย่างนี้ นี่พี่หมอจะคิดว่ากูเป็นคนยังไง คิดว่าเป็นปัญญาอ่อนไหมวะ โตเป็นควายยังไม่รู้เรื่องการกินยาขนาดนี้

เสร็จจากหาหมอ กูจะตบหัวไอ้วาเลย์แรงๆ สักที แม่ง

“คราวหลังต้องทานให้หมดก่อนรู้ไหมครับ...”

เสียงที่พูดเหมือนสอนอยู่กลายๆ จนผมได้แต่ทำหน้าแหยๆ อย่างรู้สึกผิด

คราวนี้พี่หมอจะรอให้ผมพยักหน้า เขาจึงพูดต่อ ผมจึงพยายามส่งแววตาเศร้าๆ ให้อีกครั้ง มารยาสุดฤทธิ์เลยกู มีการไอประกอบอีกสักหน่อย ให้หน้าดำหน้าแดงอย่างสงสาร ... แถมกะพริบตาปริบๆ ประกอบไปด้วย

“แล้วถ้าไม่หาย...ก็ให้กลับมาหาหมออีกที"

“ครับ...”

ผมตอบรับเสียงอ่อยๆ

“กลับไป ต้องทานข้าว แล้วก็ทานยาให้หมดนะครับ”

“ครับ...”

แล้วคุณหมอคนน่ารักก็ยิ้มให้น้อยๆ  ทำเอาผมแทบจะละลายไปกองอยู่ตรงนั้น เลยทำหน้าหมาป่วยแถมรอยยิ้มให้คนตรงหน้าเสียทีหนึ่ง

ไอ้วาเลย์บอกว่า ต้องทำหน้าสำออยๆ มารยาๆ เข้า เรียกคะแนนสงสารไว้ก่อน แต่ผมก็อดยิ้มให้ไม่ได้อยู่ดี แล้วก็ลุกขึ้นเปิดประตูออกมา


“เฮ้ย เป็นไงบ้างวะ”

เสียงไอ้วาเลย์เร่งเร้าถามอย่างอยากรู้ ในขณะที่เราสองคนกำลังเดินออกมาจากโรงพยาบาล ผมส่ายหน้าให้มัน ก่อนจะป๊าบ! ตบกะโหลกมันไปทีหนึ่ง โทษฐานที่เสนออะไรโง่ๆ ออกมาให้ผมได้โชว์ให้คุณหมอน่ารักดูแบบนี้

“ตบหัวกูทำไม”

“ก็วิธีมึงอะ แม่ง...โง่ชัดๆ”

“อะไรวะโง่ เอาให้เคลียร์”

“ก็ให้กูกลับไปหาพี่หมอ แม่ง ยายังกินไม่หมด เขาก็คิดว่ากูโง่ แค่นี้ก็ไม่รู้สิวะ”

ผมด่าเพื่อนรักยาวเหยียด พลางยืนรอให้ไอ้วาเลย์สตาร์ทรถมอเตอร์ไซค์ที่ซ้อนมันมาจากหอ โดยที่มันเป็นสารถีไปรับผมตั้งแต่ตอนบ่ายๆ  พอออกรถ เราก็มุ่งหน้าไปยังจุดหมายที่เราคิดไว้ก่อนแล้ว

“เอ้า..แหม เสียค่าโง่ไปเหอะว่ะ ได้กลับไปเห็นหน้าอีกรอบนะเว้ย”

“อ้างนะมึงอะ วิธีโง่ๆ แล้วทำเป็นพูด”

ไม่นานรถก็จอดหน้าอาคารสูงหกชั้นของคณะแพทยศาสตร์ ผมก้าวเท้าลงมายืนบนพื้นหน้าตึกสูงตรงหน้า เงยหน้าขึ้นมองด้านบนอย่างรู้สึกตื่นๆ พิกล ด้วยเพราะตั้งแต่เรียนมหาวิทยาลัยนี้มา ยังไม่เคยมาเฉียดอาคารของคณะนี้เลยสักครั้ง มันไกลกับตึกเรียนของตัวเองอย่างกับคนละโยชน์ คนละฝั่งกับคณะของผมเลยด้วยซ้ำ

เสียงเครื่องดับไปพร้อมกับไอ้วาเลย์ที่มาหยุดยืนอยู่ข้างๆ ผม หันไปมองหน้ามันนิดๆ ก่อนจะถามออกมา

“อะไรยังไงต่อวะ”

“ไปห้องคอมพ์ เพื่อนกูรออยู่”

“เออ”

ไอวาเลย์เดินนำไปเหมือนกับเป็นเจ้าบ้านเสียเองจนผมอดสงสัยไม่ได้ ดูเหมือนมันจะรู้หมดว่า ต้องไปทางไหน อย่างไร ไม่มีอาการงงสักนิด กลับไปผมต้องถามซะแล้ว...ว่าทำไมมันถึงได้รู้จักตึกนี้ดีเสียจริง หรือมันจะแอบมีแฟนเป็นหมอโดยไม่บอกผมวะ

“ถึงละ”

“อืม”

“ไปหาเพื่อนกูกัน”

แล้วคนพูดก็ผลักประตูเข้าไป ผมก็ได้แต่เดินตามเข้าไปอย่างงงๆ ปนอยากรู้ด้วย ห้องคอมพ์ห้องนี้ไม่ใหญ่มากนัก ประมาณสองห้องเรียนรวมกัน มีคอมพิวเตอร์กะโดยสายตาประมาณ ห้าถึงหกสิบเครื่อง ในระยะทางที่เดินผ่าน เห็นนักศึกษากำลังใช้อยู่บ้างประปรายเท่านั้น

“ไอ้น็อต นี่เพื่อนกู ไอ้แซน”

“ไอ้แซนนี่ ไอ้น็อต เพื่อนคณะเดียวกับกู”

ผมพยักหน้าให้ผู้ชายตรงหน้านิดหนึ่ง ก่อนจะส่งเสียงทักทาย นายแซนอยู่ในชุดนักศึกษาเรียบร้อย ใส่แว่นกรอบดำ ตาโตๆ หลังกรอบแว่นแวววาว มีลักยิ้มสองข้างมุมปากเล็กน้อยเวลายิ้ม

“หวัดดีแซน”

“ดีน็อต”

“ไอ้แซนเพื่อนกูอยากจีบพี่หมอไรนั่นน่ะ”

ผมสะดุ้งหน่อยๆ ไม่คิดว่า ไอ้วาเลย์จะบอกซะตรงขนาดนั้น มองหน้านายแซนแล้วได้แต่ยิ้มแหยๆ ส่วนคนที่ยืนอยู่ตรงหน้าผมก็พยักหน้ายิ้มให้ พลางเชื้อเชิญให้นั่งอย่างเป็นเจ้าบ้านที่ดี ผมลากเก้าอี้มีล้อเลื่อนมาจากโต๊ะคอมพ์ตัวใกล้ๆ ก่อนจะนั่งลง ส่วนไอ้วาเลย์เสือกนั่งบนโต๊ะซะงั้น สันดาน!

“อ๋อ...วาเลย์บอกบ้างแล้วแหละ”

“อะอืม”

ผมไม่เข้าใจ ทำไมคนสุภาพๆ นิสัยดี เรียบร้อย เรียนหมอ แบบนายแซนถึงเป็นเพื่อนกับไอ้นิสัยถ่อยอย่างไอ้วาเลย์ได้   

เอ่อ...เหมือนด่าตัวเองเลยว่ะกู กูก็เป็นเพื่อนมัน ถ่อยพอกัน กร๊ากๆ

“อืม...พี่เค้าชื่อ พี่กัน เรียกในคณะว่าพี่หมอกัน”

ผมพยักหน้าหงึกหงักเมมชื่อเล่นนี้ไว้ในสมองทันที

“แล้ว...พี่เค้า เอ่อเป็น เอ่อ....”

“อ๋อ เป็นเกย์หรือเปล่าเหรอ”

ผมพยักหน้าอีก...

“คิดว่าเป็นนะ ก็ช่วงปีหนึ่งแรกๆ เข้ามา พี่เค้าเป็นแฟนกับพี่หมอโจ้ แต่ข่าวนี้ไม่กรองนะ แต่มีความเป็นไปได้สูงมาก”

“อือ...แล้วตอนนี้มี...”

“มีแฟนใหม่หรือยังใช่ป่ะ”

“อื๊อ ..แหะๆ”

ผมได้แต่เกาหัว อายว่ะ... แต่ไอ้วาเลย์แม่ง เสือกหัวเราะ เสียมู๊ดหมดกู

“ไม่รู้นะ แต่ที่ผ่านๆ มา ก็ไม่เห็นเดินกับใครอีก เรียนหนักด้วยแหละ”

“เหรอ.... อืม...”

“นายก็จีบเลยสิ พี่หมอกันไม่เข้าคณะหรอก ถ้าจะจีบก็โน่นโรง’บาล”

ผมไม่ทันได้ตอบ ไอ้วาเลย์ก็ชิงตอบมาก่อน

“ก็เพราะไปโรง’บาลมานี่แหละ มันถึงได้ปิ๊งขึ้นมา เดือดร้อนเพื่อนฝูง”

“เหี้ย! เดือดร้อน เออ แซนรู้ป่ะ มันพาเราไปหาพี่หมอกันอีกรอบ เราก็โดนสวดยับดิ ไม่กินยาให้หมดแล้วไปหาซ้ำซะงั้น”

ผมรีบเล่าให้นายแซนฟัง แผนการที่ไอ้วาเลย์มันคิดได้ คนตรงหน้าผมหัวเราะเอิ๊กอ๊ากใหญ่

“มึงหนิไอ้เลย์ คิดได้ไงวะ ไม่ถามกูก่อน”

“เออกูไม่รู้หนิ สาดดด นึกว่าพอไม่หายก็หาใหม่ได้เลย”

“บ้านมึงดิ..กูขี้เกียจด่ามึงละ ว่าแต่น็อต ชอบพี่หมอกันแน่ๆ ใช่ป่าว จะจีบแน่ๆ ไม่ใช่เล่นๆ แน่นะ ...”

“เอ่อ....”

คราวนี้ผมได้แต่อ้ำอึก คือไม่ใช่ไม่แน่ใจหรอกนะ แต่ว่าจะให้ตอบตรงๆ มันก็กระไรอยู่

“โหย...บอกมาดิ  ไม่งั้นเราไม่ช่วยนะ เพื่อนพี่สายรหัสเรานะเว้ย”

“อืม เราชอบพี่หมอจริงๆ”