ผมรีบสาวเท้าเร็วขึ้น
เมื่อฟ้าฝนตอนนี้เหมือนไม่ค่อยเป็นใจจะให้ใครเดินอยู่ในที่โล่งแจ้งมากนัก ผู้คนที่เดินอยู่รายล้อมรอบตัวผมดูเร่งรีบไม่แพ้กัน
ท้องฟ้ามืดครึ้มชวนให้หดหู่อย่างไรบอกไม่ถูก แต่...ผมกลับรู้สึกว่า ภายในใจมันกลับหดหู่ยิ่งกว่าบรรยากาศรอบกายเป็นร้อยเท่า สองขาที่กำลังก้าวไม่ได้หยุดชะงัก ทั้งๆ ที่จิตใจของผมตอนนี้อยากจะถอยหลังเสียตั้งแต่วินาทีที่ตัดสินใจก้าวออกมาจากบ้าน ตามคำเรียกหาของอีกคน
เสียงโทรศัพท์มือถือเครื่องเล็กดังขึ้น ตอนที่ผมกำลังนอนหลับอุตุสบายอยู่ในเช้าวันเสาร์แรกของการปิดเทอมตุลาคมครั้งสุดท้ายในชีวิตนักศึกษาของตัวเอง คว้ามันแล้วพยายามแงะตาที่ปิดจนไม่สามารถลืมขึ้นมาได้ แม้ตอนนี้จะเลยเวลาเที่ยงวันมามากโขแล้วก็ตาม
ผมพยายามเขม้นมองหน้าจอที่กระพริบวาบอยู่ในมืออย่างยากลำบาก
...พี่คิว...
“ฮัลโหล...”
“อ๋อ...หกโมงเย็น”
“ว่างครับ แค่นี้นะ หวัดดีครับ”
จากที่ยังไม่ตื่น เล่นเอาตื่นเต็มตาก็คราวนี้ ผมผุดลุกขึ้นนั่งอย่างรวดเร็วราวติดสปริง สองตาที่กำลังปิดอยู่ ร่อมรอเมื่อครู่ พลันเบิกกว้างขึ้นมาอย่างรวดเร็ว
ไม่ใช่ดีใจ ...หากแต่มันสะท้อนใจถึงบางสิ่งบางอย่าง ... สิ่งที่ผมไม่อยากให้เกิดขึ้นต่างหาก สิ่งที่มันกำลังจะเกิดขึ้น
ผมรู้ว่า...การนัดครั้งนี้ ...เพื่ออะไร
มือข้างขวาที่กำลังจะผลักประตูร้านชะงักนิดหนึ่ง อดที่จะเงยหน้ามองป้ายร้านไม่ได้ ร้านกาแฟเล็กๆ บรรยากาศน่ารัก ดูเป็นกันเองระหว่างลูกค้าและเจ้าของร้าน ที่ผมและพี่คิวมักมาใช้บริการด้วยกันเสมอๆ
‘La situation de l’amour’ แผ่นป้ายเล็กๆ มีตัวอักษรสีช็อกโกแลต ข้างๆ มีแก้วกาแฟสีน้ำตาลอ่อนประดับตกแต่งไว้อย่างสวยงามอยู่เหนือประตูบานกระจก เสียงกุ๊กกิ๊งของกระดิ่งเหนือหัวที่แสดงถึงการสั่นสะเทือนที่เกิดแรงผลักของประตู ทำให้ผมอดยิ้มน้อยๆ ออกมาไม่ได้
“สวัสดีครับ กี่ที่ครับ”
เสียงใสๆ ดังมาจากเด็กหนุ่มผมเกรียน ที่ผมคาดว่าเป็นวัยมัธยมศึกษาตอนปลาย ดังมาจากหน้าเคาน์เตอร์ ซึ่งอยู่ทางขวาของประตูร้าน ผมหันไปยิ้มจางๆ ให้หนุ่มน้อยคนนั้น ในขณะที่เจ้าตัวก็คว้าเมนู เดินตรงมาทางผม ที่กำลังหันรีหันขวางลังเลในจำนวนคน
ไม่รู้สิ...ผมรู้สึกว่ามันต้องมีมากกว่าสอง
“โต๊ะไหนดีครับ”
ผมชี้ไปยังโต๊ะตัวหนึ่ง ฝั่งเดียวกับประตูร้าน โต๊ะตัวนี้อยู่ตรงมุมพอดี โต๊ะกระจกใสเช่นเดียวกับกระจกที่ติดกัน
เด็กหนุ่มในชุดผ้ากันเปื้อนสีขาว ที่มีกระเป๋าเล็กๆ ใส่บิลกับปากกาอยู่ด้านหน้านำผมเดินไปยังโต๊ะตัวที่ต้องการ
“รับอะไรดีครับ”
“รอเพื่อนก่อนดีกว่าครับ”
สองมือยื่นเอาเมนูที่ถือติดมือมาให้กับผม ก่อนจะคว้ากระดาษโน้ตกับปากกาในกระเป๋าด้านหน้าขึ้นมา เพื่อจะจดรายการอาหารและเครื่องดื่มตามที่สั่ง หากผมได้แต่ยิ้ม รับเมนูมาวางไว้ก่อน เจ้าตัวจึงหลบฉากถอยออกไปยังเคาน์เตอร์ซึ่งมีชายหนุ่มที่มีอายุมากกว่าอีกคนยืนชงเครื่องดื่มอยู่
ท้องฟ้าข้างนอกมือครึ้มมากยิ่งขึ้น จนผมไม่แน่ใจว่าเวลานี้ที่เย็นมากขึ้น หรือเพราะฝนห่าใหญ่กำลังจะเทลงมากันแน่ ลมที่พัดแรงขึ้นเมื่อมองออกไปภายนอก ทำให้ผมรู้สึกเหมือนกับว่ากำลังเข้ามากระพือพัดอย่างรุนแรงภายในท้องของตัวเอง มันป่วนปั่นจนยากจะระงับอาการ
ก้มลงมองนาฬิกาข้อมือ ปรากฏว่าอีกสิบนาทีจะถึงหกโมงเย็นตามเวลานัด ใจกระหวัดไปถึงเหตุการณ์ต่อจากนี้ที่กำลังจะเกิดขึ้น ถึงแม้เป็นเหตุการณ์ที่ผมคาดการณ์ไว้ก่อนอยู่แล้วก็ตาม แต่มันก็อดจะรู้สึกแย่ๆ เสียไม่ได้
เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นมา ทำให้ผมหลุดจากภวังค์ความคิด คว้ามือถือเครื่องเล็กที่อยู่ในกระเป๋ากางเกงขึ้นมากดรับ
“อีกสักแป๊บนะบอล ใกล้ถึงแล้ว”
น้ำเสียงจากปลายสายยังคงทุ้มนุ่มเหมือนเดิมไม่เคยเปลี่ยนแปลง อดทำให้สะท้านในอกไม่ได้ น้ำใสที่เอ่อออกมาคลอหน่วยตา ทำให้ผมต้องรีบเงยหน้าขึ้นมองเพดาน เพดานสีขาวที่ปราศจากสิ่งใดมาแต่งแต้ม ผมยกมุมปากยกขึ้นให้เป็นรอยยิ้ม ทว่าในความรู้สึก มันกลับดูแห้งแล้งเสียเต็มที
“รอนานไหมบอล”
เสียงที่ดังอยู่ด้านบนศีรษะ ทำให้ต้องเงยหน้าขึ้นมอง ‘พี่คิว’ ยืนอยู่ในสภาพที่เหงื่อหยดเล็กๆ ซึมอยู่ตามใบหน้า ผมผายมือให้เขานั่งลง ก่อนจะคว้ากระดาษทิชชู่บนโต๊ะส่งให้ หันไปกวักมือเรียกน้องพนักงานเสิร์ฟมารับออเดอร์พลางๆ ปล่อยให้คนที่เพิ่งมา เช็ดหน้าเช็ดตาไปก่อน
“รับอะไรดีครับ”
“คาฟูชิโน่สอง บราวนี่สองครับ”
ผมแทบไม่ได้เปิดเมนูในการสั่ง เพราะแน่นอน เราสองคนชอบกินอะไรที่เหมือนๆ กัน คนตรงข้ามเงยขึ้นมาจากการเช็ดหูเช็ดหน้าขึ้นมา ผมยิ้มให้ แม้จะยังรู้สึกว่า...รอยยิ้มของตัวเองช่างฝืดเฝื่อนเสียเหลือเกิน
พี่คิวยิ้มตอบผม ยิ้มที่ผมมักได้รับเสมอๆ
“พี่คิว มีอะไรหรือเปล่าครับ”
ผมกลั้นใจถามออกไป แม้จะไม่ได้อยากพูดออกไปเลยก็ตาม
เครื่องดื่มกับขนมมาเสิร์ฟตั้งแต่หลายนาทีก่อน แต่กลับไม่มีใครที่เอ่ยอะไรออกมา จนผมต้องทำลายความเงียบขึ้น สายตาทอดมองออกไปข้างนอกร้าน ผ่านกระจกที่ใสแจ๋ว ไม่ได้โฟกัสสายตามองที่จุดใดจุดหนึ่ง
ผมไม่ได้สังเกตท่าทางอาการของพี่คิวว่าเป็นอย่างไร คำตอบที่รอฟัง กลับไม่ได้ถูกเอ่ยมาจากปากของคนที่นั่งตรงข้าม จนต้องละสายตาจากด้านนอก หันกลับมามองพี่คิวที่กำลังอึกอักจนผมรู้สึกได้ ริมฝีปากนั้นเม้มน้อยๆ อย่างไม่แน่ใจในคำพูดของตัวเอง
“เอ่อ...พี่”
“บอกบอลมาเถอะครับ”
ผมยิ้มให้เขาน้อยๆ รอคำพูดจากเขา
“เราเลิกกันเถอะนะบอล”
ราวกับฟ้าผ่าลงกลางศีรษะ
ทั้งๆ ที่ทำใจมาแล้ว แต่พอได้ยินคำนี้จากคนรัก...ไม่สิ ตอนนี้ต้องเรียกว่า “อดีตคนรัก” เสียแล้ว ผมก็อดจะช็อกไม่ได้ ใบหน้าของผมตอนนี้คงเหวอมาก พี่คิวรีบเอามือมาจับมือของผมที่วางไว้บนโต๊ะ ก่อนจะพร่ำพูดคำขอโทษออกมากมาย หากผมไม่ได้รับรู้อะไร นอกจากคำว่า ‘เลิกกัน’ เพียงแค่นั้น
“พี่ขอโทษนะบอล คือ...พี่...พี่ขอโทษจริงๆ บอล อย่าโกรธพี่นะ บอล...บอลครับ”
“พี่หมดรักบอลแล้วใช่ไหม”
ผมถามออกไป รู้สึกเหมือนเสียงนั้นไม่ใช่เสียงของตัวเอง มันเหมือนดังมาจากที่ไกลแสนไกล
“เอ่อ...พี่ พี่รักบอลครับ แต่...แบบน้องชายแล้ว แล้วพี่...”
“พี่มีคนอื่นใช่ไหม”
“พี่... คือ...”
“ไม่เป็นไรครับ บอลเข้าใจ”
เป็นนานกว่าผมจะหาสติตัวเองได้พบ รู้สึกเจ็บที่ริมฝีปากซึ่งตอนนี้กำลังเม้มมันเข้ากันไว้แน่น น้ำตาที่คิดว่าจะไหลออกมาหากได้ยินคำๆ นี้จากคนที่รัก แต่วันนี้มันกลับเหือดแห้งสนิท ไม่มีแม้การรื้นขึ้นมาคลอหน่วยอย่างเมื่อครู่ ผมชักมือกลับจากการเกาะกุมของมือใหญ่
“บอล ไม่โกรธพี่นะครับ”
ผมพยักหน้า ยิ้มให้ ยิ้มอย่างเข้าใจ ก่อนจะปรับโฟกัสสายตา มองใบหน้าผู้ชายตรงหน้าชัดๆ อีกครั้ง ผู้ชายคนนี้ที่ครั้งหนึ่งเราเคยเป็นแฟนกัน ผู้ชายคนที่สูงเกือบร้อยแปดสิบ ไหล่กว้าง ผิวขาว ดวงตารีเล็ก บนคิ้วสีเข้มพาดขวางขนานกับดวงตา ลักยิ้มน้อยๆ ตรงมุมปาก
แต่นับจากวินาทีนี้ไป...
เราคงเป็นได้เพียงแค่ ‘คนรู้จัก’ กันเท่านั้น
---
“เฮ้ยไอ้แม็กซ์ โต๊ะไหนดีวะ”
เสียงไอ้แม็กซ์ เพื่อนรักหักเหลี่ยมโหดถามผมเสียงดัง ในขณะที่เรากำลังเดินเข้าไปในร้านกาแฟเล็กๆ ไม่ไกลจากมหาวิทยาลัยมากนัก เราสองคนเดินกอดคอกัน ผมอยู่ด้านซ้ายของมัน ในมืออีกข้างที่ไม่ได้อยู่ติดกัน ถือกระเป๋าสะพายของตัวเองคนละใบ แต่ท่าทางเสียงไอ้นี่คงดังมาก คนที่อยู่ในร้านรวมถึงพนักงานที่กำลังเสิร์ฟ ถึงได้หันมามองทางผมสองคนกันหมด
“โต๊ะนั้นก็ได้”
ผมชี้ไปยังโต๊ะตัวหนึ่ง อยู่อีกฝั่งของร้าน ซึ่งไม่ใช่ฝั่งประตูที่ติดกับกระจก ยิ้มแหยๆ ให้คนที่มองมา ส่วนไอ้คนที่เสียงดังก็ไม่ได้อนาทรร้อนใจอะไรสักนิด หันไปมองเมนูของกินหลังเคาน์เตอร์ซะอย่างนั้น ผมจึงตัดสินใจตบหัวมันไปทีหนึ่งสั่งสอน
“เบาๆ หน่อยก็ได้ว่ะ เสียงดังคนมองห็นไหมวะเนี่ย”
ไอ้ตัวต้นเหตุกลับไม่สนใจ ยักไหล่กวนๆ ให้ผมเสียอีก ผมกับมัน จึงเดินมาจนถึงโต๊ะ มาถึงมันก็จัดการสั่งขนมที่มันอยากกินเสียเยอะแยะ จนผมไม่กล้าสั่งต่อ แต่มันกลับบอกมา
“นี่ของกู มึงก็สั่งของมึงไปดิ”
ผมเลยต้องสั่งของผมเอง “ขอคาปูชิโน่เย็นกับบราวนี่ ครับ” พนักงานที่มารับออเดอร์ ใส่ชุดนักเรียนโรงเรียนใกล้ๆ นี้ แสดงว่าต้องเป็นรุ่นน้องพวกผม ไม่รู้ทำงานพิเศษหรือเปล่า...แต่ผมว่า คงต้องเป็นร้านของตัวเองมากกว่า เพราะดูท่าสนิทกับพี่ที่เป็นเจ้าของร้านซะขนาดนั้น
“เฮ้ย มองไรวะ”
เสียงไอ้แม็กซ์ขัดความคิดของผมเสียจริง ผมหันไปถลึงตาใส่มันอย่างเซ็งๆ
“อะไรของมึง ไม่ได้มองอะไร”
“แหน่ะ มองน้องเขาล่ะสิ กูเห็นนะเว้ย”
“มองอะไรของมึง กูก็มองไปเรื่อย”
“กูจะเชื่อดีไหมวะ”
“ตามใจมึง กูบอกแล้ว สเปคกูต้องคนทำงานเว้ย”
“เหรอ...สรุปว่ากูต้องเชื่อใช่ป่ะ”
“เออดิ อะไรของมึงวะ หยุด พอ หาเรื่องให้กูจริงๆ”
ผมกับไอ้แม็กซ์หยุดต่อล้อต่อเถียงกันทันที เมื่อน้องที่เป็นคนเสิร์ฟยกน้ำกับขนมเดินเข้ามาใกล้โต๊ะของเราเรื่อยๆ ด้วยเกรงว่าเรื่องมันจะได้ยินไปถึงหูน้องเขา แม้ไอ้แม็กซ์มันจะไม่อยากหยุดพูดจนผมต้องเอาเท้าเตะมันใต้โต๊ะก็ตามเถอะ
“แล้วอย่างคนนั้นล่ะวะ”
อยู่ๆ ไอ้แม็กซ์ก็พูดขึ้น ตาของมันมองไปทางด้านหลังของผม ที่กำลังนั่งหันหลังให้กับประตูร้าน กระดิ่งส่งเสียงกรุ๊งกริ๊งทำให้รู้ว่ามีลูกค้าใหม่เข้ามาในร้าน เสียงน้องพนักงานตอบรับเสียงใสมาให้ได้ยิน ผมเหลียวกลับมามอง คนที่ไอ้แม็กซ์บอกอย่างช่วยไม่ได้ แต่มีตั้งสามสี่คน
“คนไหนวะ”
“คนใส่เสื้อเชิ้ตสีดำนั่นไง”
ผมเขม้นมองไปทางคนใส่เสื้อสีดำอย่างที่เพื่อนรักว่า ตอนนี้คนๆ นั้นเดินมานั่งหันหลังให้กับผม ผมเพียงแค่ได้เห็นเสี้ยวหน้าด้านข้างของเขาเท่านั้น แต่ราวกับใบหน้านั้นมีแรงดึงดูดอะไรบางอย่าง ทำให้ผมไม่สามารถละสายตาจากเขาไปได้ จนเขาหันหลังให้แล้ว แต่ผมก็ยังหันมองอยู่
“เฮ้ย เป็นไงวะ โดนเลยอะดิ กูรู้หรอก สเปคมึง ฮ่าๆ”
เสียงไอ้แม็กซ์ผ่านเข้าหู แต่ผมก็ไม่ได้สนใจอะไรมันมากนัก สุดท้ายเขาก็หันไปสนใจกับเมนูในการเลือกเครื่องดื่มและขนม ไม่ได้หันมามองทางผมสักนิด ผมเลยหันกลับมากินบราวนี่ตรงหน้าดีกว่า ของโปรดซะด้วย
“อะไร หงอยเชียวมึง เขาไม่มองเนี่ย”
“อะไรของมึงล่ะ ไอ้แม็กซ์ แม่ง...โยนขี้ให้กูอีก”
“เปล๊า”
ไอ้เพื่อนรัก ลากเสียงสูงกวนตีน ผมไม่ได้อยากสนใจมันนัก ก้มหน้าก้มตากินบราวนี่ของตัวเอง ทว่าเสียงไอ้แม็กซ์ที่ดังอยู่ข้างหน้า ทำให้อดจะฟังเสียไม่ได้
“เฮ้ย เขาหันมามองทางนี้ด้วยว่ะ”
“มองใคร” ผมเงยหน้าจากบราวนี่ขึ้นถาม “เค้าอาจจะมองเมนูบนหัวมึงก็ได้”
“ไม่รู้ว่ะ แล้วจะเอี้ยวตัวกลับมาทำไมวะ เมื่อยเปล่าๆ มึงหันไปดูดิ”
ไม่ทันขาดคำของมัน ผมก็หันไปมองอย่างสงสัยทันที
ทว่า...สายตาของผมดันประสานกับผู้ชายในชุดทำงานคนนั้นน่ะสิ เขากำลังมองมาทางนี้อยู่ก่อนแล้ว ผมรู้สึกชาวูบไปชั่วขณะ โดยไม่สามารถละสายตาไปจากดวงตาคมคู่นั้นได้ เขาขยับปากจะพูดอะไรบางอย่าง แต่ก็ไม่พูด แล้วก็หันกลับไป
ผมกะพริบตาปริบๆ ก่อนจะหันกลับมามองไอ้แม็กซ์ ที่กำลังหัวเราะขำเสียงดัง อย่างกับฟังเรื่องตลกโปกฮา
“หัวเราะอะไร”
“หัวเราะมึงไง”
“อะไรของมึง”
แล้วมันก็ไม่ตอบ หัวเราะบ้าบอ ปากก็กินขนมอันแสนจะมากมายอย่างกะจะขนมากินกันทั้งบ้านต่อไป หันไปดูดนมเย็นที แล้วก็ไม่สนใจผมที่กำลังนั่งงงอยู่อีก ไอ้นี่พอได้ของกิน แล้วมักจะไม่สนใจชาวบ้านเป็นประจำ
“เฮ้ย ปวดฉี่ เดี๋ยวไปห้องน้ำนะเว้ย”
ผมบอกมัน ระหว่างที่ลุกขึ้น ตอนเดินผ่านโต๊ะนั้น ก็อดที่จะเหลือบมองผู้ชายคนนั้นเสียไม่ได้ เขาก็กำลังมองตามมาทางที่ผมเดินอยู่เหมือนกัน ถามพี่ที่เคาน์เตอร์ได้ ก็อาสาเดินไปเองไม่ต้องรบกวนให้น้องพนักงานเสิร์ฟต้องนำไปให้เสียเวลา
จัดการตัวเองเรียบร้อย พอเปิดประตูกำลังก้มหน้าก้มตาเดินออกมานั่น ถึงได้ปะทะกับอกกว้างที่ยืนอยู่ก่อนแล้ว
“อ๊ะ”
ผมรีบเงยหน้าขึ้นมองอย่างรวดเร็ว เสื้อสีดำที่คุ้นตา ทำให้รู้สึกว่าหัวใจเต้นตึกๆ อย่างรวดเร็ว พอเห็นคนตรงหน้าชัดเจน หัวใจที่เต้นเร็ว ก็รัวถี่อย่างกับกลองโทน รีบก้าวถอยออกมา ละล่ำละลักบอก
“ขอ..ขอโทษครับ”
“ไม่เป็นไรครับ พี่สิ...ต้องขอโทษเรา”
ประโยคทุ้มนุ่ม พร้อมทั้งรอยยิ้มบาดใจ ทำเอาผมหน้าแดง
“งั้นขอตัวก่อนนะครับ”
ผมอุบอิบเสียงเบา กำลังจะเดินผ่านหน้าได้ แต่ก็ต้องหยุดด้วยคำพูดของเขา
“พี่ชื่อคิวครับ....”
เท้าที่หยุดชะงัก ด้วยมารยาท ผมจึงต้องหมุนตัวกลับไปหาชายหนุ่มอีกครั้ง ใบหน้าขาวยิ้มส่งมาให้ ผมจึงยิ้มตอบกลับไป
“บอลครับ”
“ยินดีที่ได้รู้จักนะ”
“เอ่อ..ครับ ขอตัวก่อนนะครับ”
---
“บอลครับ..บอล”
มือที่สะกิดกับเสียงเรียกทำให้ผมออกจากภวังค์ความคิด ผมกระพริบตาปริบๆ เหตุการณ์ในความทรงจำผุดขึ้นมาราวกับเกิดซ้ำ
เหตุการณ์เมื่อหกเดือนก่อนที่ผมกับพี่คิวพบกันที่นี่...
ร้านที่เราพบกันครั้งแรก...
“บอลเป็นอะไรหรือเปล่า”
ผมส่ายหน้า มือใหญ่คว้ามือของผมไปเกาะกุมอีกครั้ง จนผมต้องผละมือตัวเองออกมา ผมไม่อยากได้รับความอบอุ่นแบบนี้อีก มันทำให้ผมทำใจลำบาก ทั้งๆ ที่เตรียมตัวเตรียมใจกับเรื่องนี้มาบ้างแล้วก็ตาม
อีกอย่างเดี๋ยวเขาคนนั้นจะเข้าใจผิด ...ผมยิ้มเซียวๆ ไปให้อีกหนึ่งที
“บอลไม่เป็นไร”
“คิดอะไรอยู่ครับ”
“คิดถึงครั้งแรกที่เรารู้จักกัน แล้วก็หลายๆ ครั้งที่เรามาที่นี่ด้วยกัน...”
คนตรงหน้า หน้าม่อยลงเมื่อผมตอบกลับไป ผมรู้ว่าพี่คิวเป็นคนดี คงรู้สึกผิดมากที่ต้องนัดผมออกมาวันนี้ จริงๆ ผมก็รู้อยู่ก่อนแล้ว ว่าเขานัดผมออกมาทำไม ผมไม่อยากโทษว่าใครเป็นคนผิด แต่เมื่อคนเราหมดรักกันแล้ว ก็ไม่รู้จะรั้งกันไว้อีกทำไม
“เขาไม่มาด้วยเหรอครับ?”
“ครับ?”
คนตรงหน้าผมขมวดคิ้วมุ่นอย่างไม่เข้าใจ จนผมต้องเฉลยให้
“คนนั้นของพี่ไงครับ”
พี่คิวสะอึกไปนิดหนึ่ง คงไม่รู้จะตอบอย่างไรดี จริงๆ ผมรู้แล้วว่าคนที่เดินตามหลังพี่คิวเข้ามา แล้วแยกไปนั่งอีกโต๊ะหนึ่งคือคนรักใหม่ของเขา ชายหนุ่มในชุดทำงานไม่แตกต่างกัน คงจะทำงานบริษัทเดียวกัน ผมคิดอย่างเข้าใจ เขาแยกไปนั่งไม่ไกลนัก แล้วก็สามารถมองเห็นโต๊ะของผมกับพี่คิวได้ชัดด้วย
“ให้เขามานั่งทานด้วยกันสิครับ”
“อย่าดีกว่าครับ”
คนรักเก่าของผมรีบตอบออกมาทันที สงสัยคงกลัวผมจะด่าหรือว่าคนนั้นของเขา
“พี่คิดว่าบอลจะสร้างปัญหาเหรอครับ”
ผมไม่ได้ตั้งใจจะตัดพ้อ ไม่ได้ต้องการจะเรียกร้องความเห็นใจ ผมเพียงแค่อยากรู้เท่านั้น
“เปล่าครับ...พี่แค่...เอ่อ...”
“ไม่เป็นไรครับ งั้นก็ทานกาแฟกับผมสักแก้ว แล้วค่อยไป”
“ครับ...”
“ถือว่าฉลองแล้วกัน”
ผมตัดบทอย่างไม่อยากให้อีกคนได้ออกความคิดเห็น
ฉลองอะไร พี่คิวคงจะเข้าใจ ถึงได้เงียบไปอีก
ผมก้มหน้าลงใช้ช้อนเงิน ตักบราวนี่ เป็นคำๆ จากจานสีขาวลายดอกไม้สีแดงสีส้มใบเล็กๆ ที่ใส่อยู่อย่างตั้งอกตั้งใจเป็นพิเศษกว่าทุกวัน บราวนี่ที่ผมกับเขาชอบ เรามักทานเหมือนกันเสมอๆ แม้จะดูแล้วไม่มีความหลากหลายก็ตาม
เงยหน้ามองพี่คิวที่ยังคงนั่งเฉย มือที่กำลังตักบราวนี่เข้าปาก หยุดชะงักค้าง บราวนี่เข้าไปได้แค่คำเล็กๆ เท่านั้น ทำไมเหรอ? ผมมีอะไรผิดปกติ ...ผมเลิกคิ้วอย่างไม่เข้าใจ ตาก็มองมือพี่คิวซึ่งกำลังดึงทิชชู่จากกล่องส่งให้ผม
เอ๊ะ...ปากผมเลอะเหรอ ไม่ทันขาดความคิด ผมเลยตวัดลิ้นเลียๆ เสียหน่อยอย่างลืมตัว เผื่อรอยเลอะจะได้หายไปโดยไม่ต้องใช้กระดาษให้เสียเวลา
...ทำไมบราวนี่เค็มจังวะวันนี้
“บอล...เป็นอะไรหรือเปล่า”
“บอลไม่เป็นไรนี่ครับ”
ผมหัวเราะเสียงใส ตักบราวนี่คำต่อไปเข้าปาก เงยหน้าขึ้นมายิ้มให้คนตรงหน้าที่ยังสีหน้าไม่ดีอยู่ จนผมต้องพยักหน้า ยิ้มให้อีกครั้งอย่างที่ผมยิ้มให้เขาอย่างนี้
ไม่เค็มแล้วนี่นา...
---
“พี่คิว ทานอะไรดีครับ”
ผมถามพี่คิว ในขณะที่วันนี้พี่คิวนัดผมออกมาดูหนัง แล้วเราจึงกลับมาหาอะไรทานเล่นกันที่ร้านนี้
หลังจากวันนั้น ที่เราเจอกันครั้งแรก ก่อนผมจะออกจากร้านไป พี่คิวก็ยื่นนามบัตรมาให้ผม พร้อมทั้งโทรศัพท์มือถือที่ยื่นให้ผมกดเบอร์ของตัวเอง ในขณะที่กำลังผลักประตูร้านเพื่อออกไปพอดี
ผมรู้สึกหน้าร้อนผ่าวต่อสายตาของเพื่อนพี่คิวที่มองมา พลางยิ้มน้อยๆ รวมถึงรอยยิ้มล้อๆ ของไอ้แม็กซ์ด้วย ผมรีบกด แล้วก้มหน้างุดๆ ก่อนจะรีบเปิดประตูร้านออกไปให้เร็วที่สุด พอออกจากร้านได้เท่านั้นแหละ ไอ้แม็กซ์ก็เอาเลย ล้อตั้งแต่หน้าร้านกาแฟ ยันสถานีไฟฟ้า ผมหน้าแดงจนไม่รู้จะว่าไง
“เอ่ออะไรดีล่ะ”
เสียงพี่คิวทำให้ผมกลับมาสู่โลกแห่งความจริงอีกครั้ง ผมไม่ได้พูดอะไรตอบ เปิดเมนูที่อยู่ในมือบ้าง แต่จริงๆ แล้ว ผมไม่ต้องดูเมนูหรอก เพราะยังไงผมก็สั่งเหมือนเดิมอยู่ดี ผมมันเป็นประเภทชอบกินอะไรซ้ำๆ เหมือนเดิม เลยชิงบอกน้องพนักงานเสิร์ฟที่ยืนตาแป๋วรอฟังอยู่ก่อน
“ขอคาปูชิโน่ กับ บราวนี่ชิ้นนึงนะ”
“สองเลยครับ”
อยู่ๆ พี่คิวก็พูดแทรกขึ้นมา ผมหันหน้าไปมอง ก็พบว่าพี่คิวมองหน้าผม ส่งยิ้มให้อยู่ก่อนแล้ว ผมเลยยิ้มตอบอย่างเขินๆ มือก็ไม่รู้จะเอาไปวางไว้ที่ไหนดี
“แค่นี้ก่อนครับน้อง”
“ครับ”
พนักงานเสิร์ฟเดินไปแล้ว สายตาพี่คิวก็ยังคงมองผมอยู่ไม่วาง จนผมยิ่งเขินหนัก หน้าแดงเข้าไปอีก ก็แหงล่ะ...แค่มองธรรมดาก็ว่าเขินแล้ว นี่ยังมานั่งจ้องกันด้วยสายตาวิบวับๆ นั่นอีกล่ะ ใครจะไปทนไหว
“บอล ชอบทานแบบนี้เหรอครับ?”
ผมเลิกคิ้งนิดหนึง ก่อนจะเข้าใจคำถามที่ถูกส่งมา “อ๋อครับ บอลชอบอะ มาทีไรก็สั่งแบบนี้”
คนถามพยักหน้าตอบ “พี่ก็ชอบครับ...เราชอบอะไรเหมือนกันเลยเนอะ”
ผมไม่รู้ว่าสิ่งที่พี่คิวพูดมา มันเป็นเรื่องจริง หรือแค่ต้องการพูดเพื่อเอาใจผมแค่นั้น แต่หลังจากนั้น เมื่อเรามากินที่ร้านนี้ทีไร ผมกับพี่คิวก็มักจะสั่งเหมือนกันแบบนี้เสมอๆ จนผมชักเชื่อแล้วล่ะ ว่าพี่เขาชอบแบบผมจริงๆ ผมว่า น้องพนักงานเสิร์ฟเขาคงจำได้แล้วล่ะ ว่าผมกับพี่คิวชอบทานอะไรโดยไม่ต้องบอก
---
เสียงเพลงที่ถูกเปิดขึ้น ดูจะได้จังหวะเสียนี่ เพลงนี้เป็นเพลงเก่าที่ผมคุ้นหูเป็นอย่างดี แต่ก่อนผมมักจะร้องเพลงนี้บ่อยๆ เมื่อต้องเข้าคาราโอเกะกับเพื่อนฝูง
เพลงที่ผมร้องอย่างสนุกสนาน
หากวันนี้เพลงที่ได้ยินกลับทำให้ผมได้แต่ยิ้มอย่างขื่นๆ ให้กับตัวเอง เท่านั้น
“ฉันรู้แล้วที่เรานัดกัน เพื่อมาบอกลา
นัดร้านนี้ที่เราคุ้นเคย ที่มากันประจำ
ร้านที่ฉันพบเธอครั้งแรก แล้วเราก็รักกัน
แต่ทำไมวันนี้ มันหงอยมันเหงา มันเศร้าจับใจ
มันเหมือนจะรู้ วันนี้เป็นคืนสุดท้าย และเธอกับฉันไม่มีวันเหมือนเก่า
ฉันเห็นแล้วว่าเขาเข้ามา แล้วไปอยู่ไหน
ฉันไม่ถือให้มันวุ่นวาย แค่ชวนมาดื่มกัน
ฉันรู้แล้วเรื่องเธอและเขา ปิดบังมาตั้งนาน
อยากจะเชิญให้เขา มาพบมาทัก มารู้จักกัน
ก็เพียงเท่านั้น และฉันไม่สร้างปัญหา
อย่ากลัวอย่างนั้น จะลากันด้วยดี...”
พี่คิวกลับไปตั้งแต่ครึ่งชั่วโมงที่แล้ว พร้อมด้วยชายหนุ่มคนนั้น คนรักของพี่คิว...เดินออกมาจากโต๊ะมาสมทบกับเขาที่ประตูร้าน ทั้งหมดอยู่สายตาของผมอยู่ตลอดเวลา แม้ไม่ต้องการจะมอง ใบหน้าของพี่คิวยังดูกังวลอยู่ แต่ผมก็พยักหน้า ยิ้มให้นิดๆ พลางเผื่อแผ่ไปยังบุคคลที่ยืนอยู่ข้างๆ ด้วย จนเขาคนนั้นยิ้มตอบกลับมา แล้วจึงผลักประตูกระจกใสเดินออกไปทั้งคู่จนลับสายตา
ในขณะที่ผมในตอนนี้...ยังคงนั่งอยู่ที่เดิม
สายตามองเหม่อไปไกล
ภายนอกร้านตอนนี้มืดสนิท หากแสงจากเสาไฟข้างทางก็ส่องให้พื้นที่มืดมิดสว่างไสว ร้านรวงต่างๆ ในบริเวณนี้เปิดไฟสีสันหลากหลาย ช่วยให้บรรยากาศสดใสขึ้น แต่งแต้มถนนทั้งสายให้ดูมีชีวิตชีวา
หากมันช่างสวนทางกับความรู้สึกของผมตอนนี้เหลือเกิน
กาแฟในแก้วใสทรงสูงหมดไป เหลือเพียงน้ำสีหม่นที่ละลายจากน้ำแข็ง บราวนี่ชิ้นเล็กสีน้ำตาลไหม้ไม่ได้รับการแตะต้องมากว่าหนึ่งชั่วโมง ช้อนคนเล็กตั้งเกยอยู่ตรงขอบจานแก้วสีขาว ไม่ได้ขยับเขยื้อนนานมากแล้ว
ผมหันกลับมามองรอบๆ ร้านอีกครั้ง ตอนนี้ในร้านเหลือเพียงโต๊ะที่ผมนั่งอยู่ กับอีกโต๊ะหนึ่งที่มีเด็กหนุ่มในชุดนักเรียนนั่งหันหลังให้กับผม เขากำลังนั่งอ่านนิตยสารหรืออะไรสักอย่างอยู่เท่านั้น หันไปมองทางเคาน์เตอร์ ชายหนุ่มในผ้ากันเปื้อนสีขาวกำลังง่วนอยู่กับการเช็ดแก้วใบใสที่อยู่ในมือ ส่วนน้องที่เสิร์ฟอาหาร หายไปตั้งแต่ตอนไหนก็ไม่รู้
เมื่อชายหนุ่มเงยหน้าขึ้นจากงานในมือ ผมจึงได้ยกมือขึ้น เพื่อเรียกเขาให้เดินมาหา
“รับอะไรเพิ่มหรือเปล่าครับ?”
“เอ่อ...ขอโกโก้ร้อนแก้วนึงครับ”
น่าแปลก...ตอนนี้ผมกลับไม่ได้อยากสั่งคาปูชิโน่เย็น เหมือนแก้วที่ตั้งอยู่ตรงหน้า
ไม่รู้สินะ... บางที ผมอาจจะต้องเปลี่ยนบ้าง เพื่อความแปลกใหม่
ต้องการความหวาน ที่มาก่อนความขมบ้าง...ท่าจะดี
ชายหนุ่มในผ้ากันเปื้อน หยิบเอาแก้วใบเก่าที่เหลือแต่น้ำ ลงถาดเพื่อนำไปเก็บ เจ้าตัวหันมามองหน้าผมแวบหนึ่ง ส่งสายตาไปยังจานบราวนี่อยู่ตรงหน้า ผมส่ายหน้า หมายความว่า ให้วางมันไว้ก่อน เขาจึงเดินกลับไป และไม่นานนัก โกโก้ร้อนๆ มีไอสีขาวกรุ่นที่ลอยวนขึ้นจากแก้วถูกวางลงตรงหน้า
“ขอบคุณครับ”
ผมยิ้มขอบคุณ ชายหนุ่มยิ้มตอบ เมื่อเขาเดินไปแล้ว ผมจึงยกแก้วโกโก้ที่เพิ่งวางตรงหน้าขึ้นจดริมฝีปาก ดื่มลงไปเสียอึกหนึ่ง
รสชาติหวานๆ ของโกโก้ผสมกับไอร้อนๆ ที่ลอยกรุ่นทำให้รู้สึกดีไม่น้อยทีเดียว...
เพลงที่ชื่นชมยังไม่จบไป ผมจึงฮัมออกมาเบาๆ ซึ่งมันเป็นท่อนสุดท้ายพอดิบพอดี
“ดื่มให้คืนสุดท้ายของเรา ดื่มให้เธอและเขารักกัน
อยากจะทำอย่างนี้ตั้งนาน ก่อนที่เธอจะทิ้งกันไป
ดื่มให้เธอกับเขาโชคดี ดื่มให้ลืมว่าเคยรักใคร
ดื่มให้ใจมันลืมโลกนี้ไปเลย…”
ความเคลื่อนไหวไม่ไกลนักทำให้ผมต้องหันไปมอง เด็กหนุ่มมอปลายกำลังลุกขึ้น
เก็บหนังสือที่อยู่ในมือลงในกระเป๋านักเรียน เขาเดินไปยังเคาน์เตอร์ สักพักจึงกลับตัวเดินออกมา
สงสัยจะกลับแล้ว... ผมคิดในใจ
ผมหันหน้าไปมองด้านนอกกระจกใสอีกครั้ง ไม่ได้ให้ความสนใจกับเขาอีก
... รถติด ผู้คนเดินขวักไขว่ เป็นความวุ่นวายที่เป็นเหมือนเช่นทุกวัน
ทว่า...วินาทีต่อมา เสียงฝีเท้าที่หยุดอยู่ข้างๆ ทำให้ผมต้องหันกลับมามอง
“เอ่อ...ผมขอนั่งด้วยคนไหมครับ?”
---
ดื่ม
ฉันรู้แล้วที่เรานัดกัน เพื่อมาบอกลา
นัดร้านนี้ที่เราคุ้นเคย ที่มากันประจำ
ร้านที่ฉันพบเธอครั้งแรก แล้วเราก็รักกัน
แต่ทำไมวันนี้ มันหงอยมันเหงา มันเศร้าจับใจ
มันเหมือนจะรู้ วันนี้เป็นคืนสุดท้าย และเธอกับฉันไม่มีวันเหมือนเก่า
ฉันเห็นแล้วว่าเขาเข้ามา แล้วไปอยู่ไหน
ฉันไม่ถือให้มันวุ่นวาย แค่ชวนมาดื่มกัน
ฉันรู้แล้วเรื่องเธอและเขา ปิดบังมาตั้งนาน
อยากจะเชิญให้เขา มาพบมาทัก มารู้จักกัน
ก็เพียงเท่านั้น และฉันไม่สร้างปัญหา
อย่ากลัวอย่างนั้น จะลากันด้วยดี
ดื่มให้คืนสุดท้ายของเรา ดื่มให้เธอและเขารักกัน
อยากจะทำอย่างนี้ตั้งนาน ก่อนที่เธอจะทิ้งกันไป
ดื่มให้เธอกับเขาโชคดี ดื่มให้ลืมว่าเคยรักใคร
ดื่มให้ใจมันลืมโลกนี้ไปเลย
อยากจะเชิญให้เขา มาพบมาทัก มารู้จักกัน
ก็เพียงเท่านั้น และฉันไม่สร้างปัญหา
อย่ากลัวอย่างนั้น จะลากันด้วยดี
ดื่มให้คืนสุดท้ายของเรา ดื่มให้เธอและเขารักกัน
อยากจะทำอย่างนี้ตั้งนาน ก่อนที่เธอจะทิ้งกันไป
ดื่มให้เธอกับเขาโชคดี ดื่มให้ลืมว่าเคยรักใคร
ดื่มให้ใจมันลืมโลกนี้ไปเลย
---
มันเป็นเรื่อง(แอบ)ไร้สารน่ะครับ พอดีชอบเพลงนี้มากๆ ครับ เลยแต่งขึ้นมา (ฮ่าๆ ไร้สาระของแท้)
ร้านนี้ มันอยู่ในเรื่อง La situation de l’amour และนาย ‘บอล’ ก็อยู่ใน “บอกให้รู้ว่ารัก” ด้วยครับ
edit @ 10 Sep 2009 21:08:55 by มังกรสีน้ำเงิน