ตอนที่ 12
อากาศตอนเช้าทำให้รู้สึกดีจนไม่อยากจะผละตัวลุกขึ้นจากเตียง หากแสงที่สาดส่องเข้ามาทางหน้าต่างที่มีผ้าผืนบางสีอ่อนกางกั้นอยู่ก็ไม่สามารถต้านทานแสงแดดนั้นไว้ได้ ร่างสูงบนเตียงจึงจำต้องตื่นขึ้นอย่างเสียไม่ได้
พชรกระพริบตาปริบๆ เหมือนจะนึกว่าตอนนี้ตัวเองอยู่ที่ไหน ร่างสูงกลิ้งไปอีกด้านของเตียง กรอกตาไปมาสองสามครั้ง ก่อนมือใหญ่จะยกขึ้นจับเส้นผมที่สะเปะสะปะจากการนอนหลับให้เข้าที่ มองเลยไปรอบๆ ห้องอีกครั้งเพื่อหาเจ้าของ
“ดิวไปไหนหว่า”
ลุกขึ้นจากที่นอน เดินตรงไปยังห้องน้ำก็พบว่ามีแปรงสีฟ้ากับยาสีฟันวางอยู่บนขอบอ่างล้างหน้าให้แล้ว พชรยิ้มกว้างกับตัวเองอย่างอารมณ์ดี
...ทำไมดิวน่ารักอย่างนี้วะ
แบบนี้จะไม่ให้รักได้ไงเนี้ย...
จัดการล้างหน้าแปรงฟันเรียบร้อย เดินออกมาจากห้องน้ำก็เจอกับเจ้าของห้องกำลังหยิบเสื้อผ้าจากตู้เสื้อผ้าให้เขาอยู่ นรินทร์วางเสื้อยืดสีขาวกับกางเกงขาสั้นสีเทาที่หยิบมาให้ไว้บนเตียง ร่างโปร่งกำลังจะหันไปเปิดประตูลงไปข้างล่าง ก็หันกลับมามองอีกคนที่อยู่ในห้องอีกครั้ง
“อาบน้ำ แต่งตัวเร็วๆ ล่ะ เดี๋ยวลงไป จะทำอะไรให้กิน”
เจ้าตัวสั่งเสร็จก็เดินลิ่วๆ ลงข้างล่างให้ ปล่อยให้แขกคนเดียวในห้องยืนหันไปหันมาสองสามครั้ง ก่อนจะส่ายหน้ายิ้มๆ หยิบเสื้อผ้ากับผ้าเช็ดตัวที่ตากไว้ที่ระเบียง เดินเข้าห้องน้ำไป
พอลงมาข้างล่าง จึงได้กลิ่นหอมๆ ของไข่เจียว อาหารเพียงอย่างเดียวบนโต๊ะกินข้าว ทำให้พชรต้องสูดลมหายฟุดฟิดอย่างสนใจ
หันไปมองอีกด้านจึงเห็นว่าอีกคนกำลังอยู่ในชุดผ้ากันเปื้อนสีสดใส นรินทร์กำลังหันหน้าเข้าหาเตากำลังทำอะไรสักอย่าง แต่เขาก็ว่านานแล้วนี่หว่า ทำไมยังไม่เสร็จอีก
...นี่ดิวทำอะไรให้กินเนี้ย หอมเหมือนกันนะ
ร่างสูงหยุดยืนอยู่ระหว่างโต๊ะกินข้าวกับเตาที่เพื่อนยืนทำอาหารอยู่ สายตาคมมองนรินทร์แล้วอดที่จะยิ้มน้อยๆ แกมหัวเราะเบาๆ ไม่ได้ ส่วนในใจก็เอ่ยชมคนตรงหน้าอย่างนึกเอ็นดู ดิวอยู่ในชุดนี้ก็ยังน่ารักเลยแฮะ
ถ้าตื่นมาตอนเช้า แล้วลงมาเจออีกคนกำลังใส่ผ้ากันเปื้อนทำกับข้าวให้ทุกวันแบบนี้จะเป็นยังไงนะ?
เขาจะมีความสุขขนาดไหนกัน...
แล้วเจ้าของความคิดก็ต้องหุบยิ้มลงเมื่อนึกอะไรขึ้นมาได้
...แต่นรินทร์ก็มี ‘พี่ชาย’ คนนั้นอยู่แล้วนี่ เขาคงไม่ได้รับสิทธิ์นั้นแน่ๆ
“ไอ้เพท มายืนตั้งแต่เมื่อไหร่”
เสียงคนที่กำลังนึกถึงในใจดังขึ้นมา ทำให้พชรหลุดจากภวังค์ในทันที ร่างสูงหันไปยิ้มยิงฟันให้เพื่อนรัก ก่อนจะเดินไปยังหน้าเตา มองไปยังกับข้าวที่อีกคนกำลังทำอย่างสนใจใคร่รู้
“ทำอะไรนี่”
“ผัดผักไง ไม่เห็นรึไง”
“อืม...ไปตักข้าวนะ”
พชรตอบรับเบาๆ กับคำตอบกวนๆ ของเพื่อน ก่อนจะเดินไปยังหม้อหุงข้าวที่มีข้าวสวยหุงไว้เสร็จสรรพแล้ว กำลังตักข้าวใส่จานสองใบที่ไปหยิบมาจากตู้ใกล้ๆ กัน อดจะหันไปมองอีกคนที่กำลังปลดผ้ากันเปื้อนออกจากตัวไม่ได้
“ใส่ผ้ากันเปื้อนแบบนี้ น่ารักดีนะ”
ปากไวกว่าที่คิดไว้ คนถูกชมหันกลับมามองอย่างงงๆ ก่อนใบหน้าจะซับสีเลือดขึ้นมานิดหน่อย แต่คนที่พูดชม ก็ไม่ได้เห็น เพราะมัวแต่ตักข้าวสวยใส่อีกจานอยู่พอดี
นรินทร์รีบหันใบหน้าหนีไปอีกทาง พยายามทำสีหน้าให้เป็นปกติเหมือนว่าไม่ได้ยินประโยคดังกล่าว แล้วเอ่ยถามออกไปเหมือนไม่ได้ยิน
“ตะกี๊แกว่าไงนะเพท”
“หือ ว่าไง”
คนถูกถามส่ายหัว ยกจานมาวาง หยิบช้อนส้อมมาให้อีกคนที่กำลังรินน้ำใส่แก้ว สองคนนั่งละด้านของโต๊ะกินข้าว กับข้าวบนโต๊ะคือไข่เจียวกับผัดผักรวมธรรมดา แต่อดทำให้พชรต้องแอบลอบยิ้มอย่างมีความสุขกับจานข้าวไม่ได้
นี่ท่าจะบ้าไปแล้วเรา...เฮ้อ
“กินได้ป่ะวะ”
กำลังยกช้อนจะตักกิน พชรก็ถามออกมา
เจ้าของฝีมือพยักหน้าให้ ไม่ทันได้พูดตอบ คนถามก็ตอบเองเสร็จสรรพ
“แต่ท้องเสียป่าวไม่รู้ใช่ไหมวะ ฮ่าๆ”
เท่านี้เจ้าของประโยคนั้น ก็แทบโดนนรินทร์คว่ำโต๊ะใส่ โทษฐานปากเสียแถมมาดูถูกฝีมือการทำอาหารของเขาอีก ...ถึงจะทำได้ไม่กี่อย่าง แต่ก็กินได้ แถมอร่อยนะเว้ย แม่เขาก็ยังชมออกบ่อย
“หนอย ไอ้เพท ไม่ต้องกงต้องกินมันแล้ว”
“เฮ้ย...ขอโทษๆ เว้ย แหมล้อเล่นนิดเดียวทำโมโห”
“เออๆ กินไปเลยปะ พูดมาก เด๋วปั๊ด...”
“ดุจังวุ้ย”
พชรบ่นอุบอิบแต่ก็ตั้งหน้าตั้งตากินข้าวไม่พูดอะไรอีก แต่ปากนี่สิ จะฉีกจนถึงหูเพราะรอยยิ้ม ปกติตอนเช้าหรือสายๆ แบบนี้เขาก็ไม่ได้กินข้าวหรอก เพราะตื่นสายแล้วรีบไปโรงเรียน ได้กินก็โน่นตอนเที่ยงวัน แต่ถ้าได้นั่งข้าวกับอีกคนแบบนี้ทุกวัน เขาก็รู้สึกยินดีอย่างที่สุด
แม้จะเป็นกับข้าวง่ายๆ แต่เขากลับรู้สึกมีความสุขอย่างบอกไม่ถูก
กินข้าวเสร็จ พชรเลยอาสาจะเป็นคนล้างจาน โดยมีอีกคนช่วยยกจานของตัวเองกับจานไข่เจียวไปใส่อ่างล้างจานไว้ให้ ส่วนตัวเองขึ้นไปข้างบนเพื่อจัดการอาบน้ำแต่งตัวบ้าง คนล้างจาน ล้างเพียงไม่กี่นาทีก็เสร็จ เลยเดินไปนั่งบนโซฟา เปิดโทรทัศน์ดูในห้องนั่งเล่นแทน
เอ๋...หนังเข้าใหม่
“ ‘เพื่อน..กูรักมึงว่ะ’ เหรอ”
คนนั่งดูโฆษณานั่งพึมพำกับตัวเอง แถมยังคิดว่า ทำไมชื่อเรื่องมันตรงกับความรู้สึกของเขาขนาดนี้ ไหนจะเพลงประกอบละครยังเพราะดีด้วย ถ้ามีโอกาสไปดูพร้อมคนที่อยู่ข้างบนคงจะดีไม่น้อย แต่...ก็นะ คงเป็นไปไม่ได้หรอก ในเมื่อนรินทร์มี ‘พี่ชาย’ คนนั้นอยู่ทั้งคน
เหมือนเพลงเลยเว้ยเฮ้ย ... ‘อยากรู้ แต่ไม่อยากถาม’
อยากรู้หรอกนะ ว่า ‘เขา’ คนนั้นของเพื่อนคือใคร แต่ไม่อยากถาม
ไม่รู้จะทำหน้ายังไงตอนคนถูกถาม ถามกลับว่า ‘ถามทำไม’ ‘อยากรู้ไปทำไม’ ถ้าได้ยินกลับมาแบบนั้น เขาคงจะทำหน้าไม่ถูก ไม่รู้จะบอกว่ายังไงกลับไป แถมอาจโดนซักอีกว่า ไปรู้เรื่องได้ยังไงกัน
ภาพในโทรทัศน์ตรงหน้าไม่ได้อยู่ในความสนใจมากนัก เจ้าตัวได้แต่ปล่อยให้ผ่านสายตาไป เสียงที่มาจากโทรทัศน์ก็ไม่ได้ส่งเข้าโสตแม้สักนิด
เฮ้อ...คิดแล้วก็ได้แต่ถอนหายใจอย่างเซ็งๆ จนไม่รู้เลยว่าอีกคนเดินมาหยุดตรงตีนบันได ได้ยินเสียงถอนหายใจ แล้วก็อดคิดอย่างเป็นห่วงไม่ได้ว่า เพื่อนรักถอนหายใจทำไม มีเรื่องกลุ้มใจอะไรหรือเปล่า
“เป็นอะไรไปวะ ถอนหายใจทำไม”
แบบนี้แถวบ้านเรียก ‘สะดุ้งโหยง’ กันเลยทีเดียว พชรคิดอย่างตกใจ เจ้าของคำถามเดินมาหยุด ก่อนจะนั่งลงข้างๆ คนถูกถามส่ายหัวไปมาเป็นเชิงปฏิเสธก่อนจะหันกลับไปมองจอโทรทัศน์ตรงหน้าอย่างสนใจเสียเต็มประดา อดทำให้เจ้าของคำถามสงสัยไม่น้อย
...มันเป็นอะไรของมันวะ
“เดี๋ยวเย็นนี้ ไปสวนสาธารณะกันนะ”
“หือ”
นั่งๆ ดูโทรทัศน์กันได้สักพัก อยู่ๆ พชรก็พูดขึ้นมาจนทำนรินทร์อดจะทำหน้างงๆ มองคนข้างๆ ไม่ได้
...นึกเพี้ยนอะไรของมันอีกเนี้ย
“ไปสวนสาธารณะไง”
“ที่ไหน”
“ใกล้ๆ เนี้ยแหละ”
“ไปทำไม”
“ก็อยากไป ไปด้วยหน่อยไม่ได้เหรอ”
“เออ”
...เป็นอะไรของมันอีกวะ ผีเข้าผีออกรึไง นรินทร์ได้แต่นึกหงุดหงิดในใจ
สองคนต่อปากต่อคำกันไป ต่อคำกันมาจนจบด้วยคำว่า ‘เออ’ คือการตอบตกลงของนรินทร์ แล้วคนตอบก็หันกลับไปมองจอโทรทัศน์ต่อ หากเจ้าตัวเหลือบสายตามองคนข้างๆ สักนิด จะเห็นว่าพชรกำลังมีสีหน้าอย่างไร
---
“นอนได้แล้ว”
อยู่ๆ วายุก็ตัดบทเสียอย่างนั้น ทำให้อีกคนที่กำลังตั้งใจฟังพลางนึกตามเรื่องราวต้องถลึงตาใส่อย่างไม่ชอบใจ ...อะไรเนี้ย เขาอุตส่าห์กำลังฟังอย่างตั้งใจ แล้วอยู่ๆ คนเล่าก็หยุดพูดเสียอย่างนั้น
“เล่าต่อดิ อยากฟัง”
“มันดึกแล้ว ง่วง ขี้เกียจละ”
แล้วคนพูดก็ตอบแบบงอแง นอนหันหลังให้รพีภัทรเสียอย่างนั้น จนเจ้าตัวอดที่จะหัวเสียไม่ได้ สองมือบางยกขึ้นก่อนจะสะกิดหลังของอีกคนแรงๆ แต่สะกิดยังไงก็ดูเหมือนจะไม่ได้ทำให้สะดุ้งสะเทือนขึ้นมาเลยสักนิด
“นี่นาย...หันกลับมาเล่าต่อนะเว้ย”
“ไม่เอา ง่วง จะนอนแล้ว”
ร่างตรงหน้าไม่มีทีท่าว่าจะหันมา จนทำให้รพีภัทรคร้านที่จะพูดต่อ
คนมันไม่อยากเล่า ไม่อยากรู้ก็ได้วะ
แสงจันทร์ที่สาดส่องเข้ามาทางประตูกระจกใสที่ไม่ได้ปิดม่าน แม้จะไม่มากนัก แต่เพราะไม่ใช่คืนเดือนมืด รพีภัทรจึงสามารถมองเห็นแผ่นหลังกว้างที่ไร้อาภรณ์ปกปิดของอีกคนได้อย่างชัดเจน มือเล็กผละจากร่างนั้น ก่อนจะพลิกตัวกลับมานอนหงาย ไม่อยากสนใจคนที่นอนเตียงเดียวกันอีก
“เฮ้อ”
รพีภัทรถอนหายใจออกมาอย่างเซ็งๆ
เรื่องที่ได้รับฟัง ไม่ได้ทำให้ความทรงจำที่ลืมเลือนหายไปฟื้นตัวกลับมาได้เลย มันเหมือนการฟังเรื่องๆ หนึ่ง ที่ไม่ใช่เรื่องของตัวเองมากกว่า มือเล็กยกขึ้นก่ายหน้าผากอย่างรู้สึกไม่ดีนัก ก่อนจะลอบถอนหายใจอีกครั้งอย่างรู้สึกไม่ดี
เสียงถอนหายใจของร่างที่นอนข้างๆ ทำให้วายุที่กำลัง ‘ทำเป็นหลับ’ ต้องพลิกตัวกลับมา
สายตาคมทอดมองอีกคนอย่างเป็นห่วง ขนาดหันกลับมามองขนาดนี้เจ้าตัวยังไม่รู้สึกเสียด้วยซ้ำ ว่าเขาหันกลับมามองอยู่ มือใหญ่เลยอดไม่ได้ที่จะเอื้อมคว้าเอามือเล็กกว่ามาเกาะกุมไว้ เจ้าของมือดูเหมือนจะสะดุ้งเล็กน้อย อาจเพราะตกใจ
สายตาคมสื่อถึงความห่วงใยออกมาอย่างชัดเจน แสงจันทร์สีนวลที่สอดส่องเข้ามาล้อดวงตาคมคู่นั้น จนคนได้รับอดที่จะหลบตาเสียไม่ได้
รพีภัทรเสหันไปมองทางอื่น พยายายามไม่สบดวงตาคู่นั้นที่มองมา
มือใหญ่ที่กระชับอยู่ก็ทำให้รู้สึกอบอุ่นอย่างไรบอกไม่ถูก
“เป็นอะไรรึเปล่า”
เสียงถามทุ้มนุ่มไม่มีแววล้อเลียนหรือล้อเล่นเหมือนอย่างเคย ทำให้คนถูกถามต้องหันกลับมามองใบหน้าของอีกคนอย่างสงสัย รพีภัทรส่ายหน้าไปมาพลางหลบสายตามีความหมายที่มองสบอย่างค้นหาอีกครั้ง
มือใหญ่อีกข้างกลับเอื้อมรั้งใบหน้ามนให้หันกลับมามองกันจนได้
“ไม่ต้องกังวลหรอก ไม่ได้ใครคาดหวังให้ฟิล์มจำได้หรอกนะ”
น้ำเสียงที่เชื่อมั่น ทั้งอาทรขนาดนั้น อดทำให้รพีภัทรต้องพยักหน้ารับรู้ให้ไม่ได้ ร่างใหญ่ขยับเข้ามาใกล้ พลิกให้ร่างบางหันกลับมาตะแคงมองกันดีๆ ก่อนจะยกมือขึ้นลูบผมอย่างนุ่มนวล ดวงตากลมโตหลับลงช้าๆ อย่างรู้สึกไม่กังวลอะไรอีก
“เฮ้ย!”
สัมผัสที่ผิวแก้มอดทำให้เจ้าของต้องอุทานเสียงดังขึ้นมาไม่ได้ รพีภัทรลืมตาขึ้นมาแทบจะทันทีที่รู้สึก แล้วก็พบกับดวงตาเจ้าเล่ห์คู่เก่าของคนตรงหน้าที่กลับมาอีกครั้ง
แล้วอยู่ๆ วายุก็หัวเราะออกมาอย่างบ้าคลั่ง แถมแซวเขาเสียงดังลั่นอีกต่างหาก
“ฮ่าๆๆ ว้าว...เขินๆ กิ๊วๆ”
“ไอ้บ้า ไอ้คนฉวยโอกาส แง่ง...ไรวะ ไอ้บ้านี่ หยุดหัวเราะนะเว้ย”
แล้วรพีภัทรก็ยกมือขึ้นฟาดร่างสูงที่กำลังพลิกตัวหลบหนีมือเล็กเป็นพัลวัน ทั้งๆ ที่กำลังหัวเราะไม่หยุด ไม่รู้จะสะใจอะไรหนักหนา รพีภัทรได้แก่คิดอย่างโกรธๆ ในใจ แต่ให้ตาย...ตีไปยังไงก็ไม่เห็นคนตรงหน้ามันจะสลด แถมยังทั้งแซว ทั้งหัวเราะขำเขาไม่หยุดอีก
“หอมแก้มนิดเดียว เขินด้วย ฮ่าๆ”
“ไอ้บ้านัท เด๋วปั๊ดฆ่าเลย แง่ง โมโห”
เฮ้ย!!!
ไม่รู้ฟาดกันท่าไหน ทำไมไอ้บ้านี่ ถึงมาอยู่บนตัวได้เนี้ย
อ๊ากกกกกกกกก..มือก็โดนจับไว้แน่นเชียว สะบัดยังไงก็ไม่หยุด รพีภัทรที่ตอนนี้ไร้ทางต่อสู้อย่างแท้จริง แขนสองข้างถูกมือใหญ่ดันกดเอาไว้ติดกับฟูก แถมขาทั้งสองข้างก็ถูกขาของวายุทับเอาไว้เสียอีก
โอ้ว...ล่อแหลมจริงๆ เชียว
“ไอ้บ้านัท ปล่อยนะเว้ย”
“ไม่ปล่อย!ฮ่าๆๆ”
แล้วคนจับก็ไม่ปล่อยจริงๆ จนคนตัวเล็กนิ่วหน้าแล้วยังเงียบเสียงไปนั่นแหละ วายุถึงได้รู้ตัวว่าเล่นกันแรงเกินไป เลยปล่อยมืออีกฝ่ายเป็นอิสระ แต่ก็นั่นแหละ พอมือใช้การได้เท่านั้น รพีภัทรก็ผลักร่างสูงหงายหลังลงไปบนเตียงอีกด้านทันที
“โอ๊ยยยย”
“สมน้ำหน้า ไอ้บ้า”
“โห...เล่นทีเผลอเหรอไง”
“ไม่รู้เว้ย จะนอนแล้ว ห้ามมายุ่งอีกนะเว้ย”
แล้วคนพูดก็นอนหันหลังให้เสียอย่างนั้น วายุจึงส่ายหน้ายิ้มๆ ก่อนจะแอบหัวเราะกับตัวเองเบาๆ กับความน่ารักของอีกฝ่าย เฮ้อ...ฟิล์ม จะรู้ตัวบ้างไหมเนี่ย ว่าทำตัวได้น่ารักน่ากอดขนาดไหน นี่ถ้าเมื่อกี๊อดใจไม่ไหวทำอะไรขึ้นมาแล้วจะเป็นยังไง
แถมเจ้าตัวคงไม่รู้ด้วยซ้ำ ว่าปฏิกิริยาที่มีต่อนายวายุ คนที่ทะเลาะด้วยบ่อยๆ ที่โรงเรียนน่ะ มันเปลี่ยนไปขนาดไหน แล้วยังกล้านอนด้วยกันแบบนี้อีก ทั้งๆ ที่เมื่อกี๊โดนเขาหอมแก้มไป แสดงว่าเจ้าตัวก็คงไว้ใจเขาไม่มากก็น้อยแล้วหละ
ร่างสูงนอนหันหน้าไปอีกทาง ก่อนจะหลับตาลงทั้งๆ ที่ใบหน้ายังเกลื่อนไปด้วยรอยยิ้ม
ส่วนอีกคนก็จะรู้บ้างไหมว่า ตัวเองหลับตาลงไปด้วยใบหน้าเช่นไร
---
ยามเช้าอากาศสดใส แสงแดดอ่อนๆ ที่สาดส่องลงมาบนพื้นทราย ให้ความอบอุ่นในใจอย่างบอกไม่ถูก ร่างบางเดินย่ำเท้าเปลือยเปล่าอยู่บนชายหาด ทรายสีน้ำตาลเข้มถูกน้ำทะเลซัดซาดปะทะกับเท้าเปล่าที่กำลังย่ำเหยียบ
มือขวาของรพีภัทรมีกิ่งไม้ไม่ยาวนักอยู่ในมือ แขนเล็กกวัดแกว่งไปมาอย่างนึกสนุก ใบหน้าขาวใสเงยมองท้องฟ้าสีครามจนไม่ได้รู้สึกเลยว่าอีกคนกำลังเดินตามมาไม่ไกลนัก
“สดใสจังดีเลยเนอะ”
เสียงทุ้มที่ดังมาจากเบื้องหลัง ไม่ได้เจาะจงว่าอากาศหรือคนข้างหน้า ทำให้เท้าเล็กๆ ที่กำลังจะก้าวเดินหยุดชะงัก ก่อนจะหันกลับไปมองคนที่ไม่ต้องเดาก็รุ้ว่าเป็นใครอย่างหงุดหงิด
เมื่อเช้าเขาอุส่าห์รีบตื่น หันไปมองอีกคนก็พบว่ายังหลับอุตุอยู่ เลยรีบหนีออกมาเดินเล่นคนเดียวแล้วแท้ๆ แต่ก็ยังไม่วายถูกวายุตามออกมาอีก ใบหน้าเล็กๆ หันกลับมา ไม่อยากสนใจคนช่างแกล้งอีก ก้าวขาเดินต่อไป แต่คนที่ตามก็ยังเดินมาเหมือนเดิม
“นี่” รพีภัทรหันไปแหว แถมด้วยใบหน้าถมึงทึง “ฉันอยากเดินคนเดียว”
หากอีกคนก็ลอยหน้าลอยตาตอบ โดยไม่สนสักนิดว่าอาจจะโดนร่างตรงหน้าฆ่าให้ได้ “ก็เดินไปสิ เราก็เดินของเรา ชายหาดไม่ได้เป็นของนายคนเดียวซะหน่อย”
“เหรอ!”
รพีภัทรตัดบทน้ำเสียงกระแทกกระทั้น ไม่อยากสนใจอีกคนอีกต่อไป ร่างบางจึงทิ้งกิ่งไม้ที่ถืออยู่ คิดในใจว่า เดินบนหาดแล้วยังจะมีคนเดินตามมา งั้นลงไปในน้ำก็ได้ ดูสิว่าจะกล้าตามมาอีกไหม
“เฮ้ย...จะลงไปไหนน่ะ”
“อะไร! อย่ามายุ่ง! เรื่องของฉัน”
วายุทำท่าจะเดินตามลงไปด้วย แต่ก็ถูกร่างเล็ก ส่งสายตาทะมึนมาให้อย่างโกรธเคือง เขาเลยต้องหยุดเท้าอยู่เพียงแค่นั้น ไม่ให้ลงไป เขาก็ยืนเฝ้าอีกคนอยู่ตรงนี้ก็ได้ แล้วที่เขาเดินตามมาก็ไม่ใช่อะไรหรอก ก็เพราะเป็นห่วงนั่นแหละ
สายลมแผ่วๆ ที่พัดมาให้ความรู้สึกสดชื่นไม่น้อย วายุสูดลมหายใจเข้าปอดเต็มที่ อากาศสดชื่นอย่างที่หาได้ยากในเมืองหลวงที่มีแต่มลพิษทั้งทางเสียงและทางอากาศ
มองลงไปก็เห็นร่างเล็กกำลังเล่นน้ำอยู่คนเดียว
เออแฮะ เล่นน้ำคนเดียวก็ยังได้ เหมือนเด็กไม่มีผิด
รอยยิ้มอบอุ่นอ่อนโยนถูกส่งไปให้อีกคนที่ไม่ได้สนใจเลย สายตาของวายุมองนั่นมองนี่ไปเรื่อย แต่ไม่ได้ละสายตามองคนที่กำลังเล่นอยู่ในน้ำเลย
อยู่ๆ ร่างเล็กในน้ำก็นิ่วหน้า ก่อนจะร้องเสียงดังขึ้นมา
“โอ๊ย เจ็บ”
“เฮ้ย...ฟิล์ม! เป็นอะไร”
เสียงทุ้มตะโกนออกไปเสียงดังอย่างรู้สึกเป็นห่วง แต่คนที่กำลังอยู่ในน้ำ กลับไม่ตอบ แล้วอยู่ๆ ร่างเล็กที่ทรุดตัวลงจนกางเกงเปียกไปทั้งตัว แถมยังเอามือกุมขา หรืออาจจะเป็นเท้าที่อยู่ในน้ำไว้อีก วายุไม่แน่ใจมากนัก
ไม่กี่วินาทีต่อไป ร่างเล็กก็ถูกวายุประคองขึ้นจากน้ำ มานั่งแหมะลงบนชายหาด
“ฟิล์ม เป็นอะไร”
“เจ็บ”
“เจ็บอะไร เท้าเหรอ? เป็นอะไรอ่ะ”
เสียงถามร้อนรน หากคนเจ็บก็นิ่วหน้าจนเขารู้สึกร้อนรนจนตั้งตัวไม่ติด อยากรู้ว่าร่างบางเป็นอะไร เมื่อกี๊ตอนอยู่ในน้ำก็ร้องโอ๊ย แถมตอนนี้ก็เอามือกุมเท้าเอาไว้อีก
“ไหนเอามืออกหน่อย”
คนเจ็บไม่ว่าอะไรอีก สงสัยจะเพราะไม่มีแรงจะวีน แล้วก็เอามือออกให้เขาดู หา!...รอยแดงๆ หรือว่าจะโดนพิษแมงกะพรุน คิดได้ดังนั้น วายุเลยรีบน้ำทรายมาถูที่เท้าของคนเจ็บ กำลังจะรีบวิ่งไปหาผักบุ้งทะเลมาเพื่อเอาประคบเพื่อเป็นการปฐมพยาบาลเบื้องต้น ก่อนไปเขาเลยต้องหันมาบอกคนเจ็บเสียก่อน
“ฟิล์มนั่งอยู่ตรงนี้นะ เดี๋ยวมา”
ไม่ทันจะก้าวขาวิ่งไป มือเล็กของอีกคน ก็คว้าไว้เสียก่อน พร้อมกับใบหน้าเหยเก กับเสียงสั่นๆ ที่รีบลำล่ำละลักถาม
“จะไปไหน”
“ไปหาผักบุ้งทะเลมาประคบแผลไง”
คนเจ็บพยักหน้าหงึกหงัก แต่ไม่วายมองตาม ไม่เกินห้านาทีหลังจากนั้น วายุก็กลับมาพร้อมผักบุ้งทะเลที่ไปหามาอย่างรวดเร็วด้วยความเป็นห่วง พยายามทำให้แหลกมากที่สุดแล้วรีบเอามาประคบ
“รู้สึกเป็นไงมั่งฟิล์ม”
“ก็ปวดแสบๆ ร้อนๆ อ้ะ”
“งั้นเดี๋ยวแบกขึ้นหลังกลับบ้านนะ จะได้รีบไปหาหมอ”
รพีภัทรตกลง ไม่คิดจะต่อรองอะไรทั้งสั้น ใบหน้าขาวใสตอนนี้เหยเก คงจะเพราะว่าปวดแสบปวดร้อน รอยที่เท้าก็ยังคงบวมแดงอยู่ แต่ดูเหมือนจะไม่ได้โดนมากเท่าไหร่ วายุคิดไปพลางก็เอาอีกคนขึ้นหลัง เดินกลับไปยังบ้านพัก
“อ้าว...นัท ฟิล์มเป็นไรไปลูก”
“ฟิล์มเป็นอะไรลูก”
เสียงพ่อๆ แม่ๆ ถามกันเสียงขรม วายุวางร่างเล็กบนหลังบนเก้าอี้หวายตรงชานหน้าบ้าน ก่อนจะรายงานให้ผุ้ใหญ่ทั้งหมดทราบว่ารพีภัทรน่าจะโดนพิษแมงกระพรุน จากนั้นพ่อๆ แม่ๆ ก็รีบกุลีกุจอรีบพาคนเจ็บไปหาหมอทันที เพราะเดี๋ยวจะเป็นอะไรมากไป
“เดี๋ยวพ่อไปสตาร์ทรถรอละกัน”
พ่อของรพีภัทรบอกไว้แค่นั้น ก็วิ่งไปอย่างรวดเร็วด้วยความเป็นห่วงลูกชาย
“งั้นเดี๋ยวนัท แบกฟิล์มขึ้นหลังไปส่งที่รถนะครับ”
“อ่ะ ครับ?”
“ขึ้นสิลูก จะได้รีบไปหาหมอ”
วายุบอกกับผู้ใหญ่ ก่อนจะลงมานั่งยองๆ ให้อีกคนที่กำลังหันหันขวา ลังเลว่าจะขึ้นขี่หลังร่างสูงตรงหน้าอีกครั้งดีหรือไม่ หากทั้งแม่ คุณลุงกับคุณป้า ก็ไม่ได้ว่าอะไรแถมยังรีบบอกให้ขึ้นอีก เขาเลยต้องขึ้นขี่หลังอย่างที่วายุว่า
อาการปวดแสบปวดร้อนก็ยังไม่หาย อูย...
คนที่อาสาแบกเขามาที่รถ ยังคงดูร้อนรน ความจริงเรียกว่า ร้อนรนตั้งแต่พยุงเขาขึ้นมาจากน้ำนั่นแหละ ใบหน้าคมตอนนี้มีเหงื่อหยดเล็กๆ หลายหยดไหลตั้งแต่ขมับลงมาถึงคาง หากเจ้าตัวก็ไม่คิดจะสนใจ กลับตั้งหน้าตั้งตาแบกเขาให้ไปถึงรถยนต์ที่พ่อติดเครื่องรออยู่
ใบหน้าเล็กๆ มองคนที่ช่วยเหลือเขาด้วยความรู้สึกที่แปลกออกไป รู้สึกดีขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก
...แม้วายุจะชอบแกล้งให้เขาโกรธ ชอบทำให้ไม่พอใจ ไหนจะชอบลวนลามเหมือนเมื่อคืน แต่พอเวลาเดือดร้อนจริงๆ อีกคนก็ช่วยเขาไว้ได้มาก รอยยิ้มน้อยๆ แต่งแต้มอยู่บนใบหน้าใสอย่างห้ามไม่อยู่ แม้จะรู้สึกเจ็บที่เท้ามากมายก็ตาม
มือเล็กๆ เอื้อมมือลงมาเช็ดเหงื่อให้อีกคนอย่างลืมตัว
วายุเหลือบตามองนิดหนึ่ง ไม่พูดอะไร เอาแต่ยิ้มกว้าง รีบพาอีกคนให้ถึงรถที่จอดรออยู่ ระยะทางระหว่างบ้านกับที่จอดรถไม่ได้ไกลมากเลย แต่ตอนนี้ถ้าไม่ใช่ว่ากำลังกังวลเพราะอีกคนกำลังเจ็บเท้าละก็ เขาคงอยากให้ระยะทางที่กำลังเดินนี้ยาวออกไปเป็นกิโลๆ เลยทีเดียว
“เอ้า...ถึงแล้ว”
“อื้อ”
ร่างสูงปล่อยอีกคนให้นั่งตรงเบาะหน้าข้างคนขับ กำลังจะปิดประตูให้ หากมือเล็กของรพีภัทรก็คว้าข้อมือของเขาไว้เสียก่อน วายุหันกลับไปมองคนจับอีกครั้งอย่างสงสัย
ใบหน้าเล็กๆ ที่ตอนนี้ก็มีเหงื่อซึมไม่ต่างกันกับเขา
“ไปด้วยกันสินัท”
วายุมองอย่างงงๆ แต่ก็พยักหน้าเปิดประตูขึ้นนั่งข้างหลังอย่างรวดเร็ว
“ไปเลยครับคุณอา!”
โปรดติดตามตอนต่อไป
edit @ 9 Oct 2007 17:00:36 by มังกรสีน้ำเงิน
edit @ 9 Oct 2007 17:01:37 by มังกรสีน้ำเงิน