2008/Mar/19

โทรมาว่ารัก



“อิ๊ค เสิร์ฟโต๊ะห้า”

เสียงพี่พัทที่เรียกอยู่หน้าร้านทำให้ผมต้องกุลีกุจอรีบวิ่งออกมาจากห้องเก็บอุปกรณ์ที่อยู่ภายในร้าน โดยมีแก้วกาแฟสามสี่ใบที่ล้างสะอาดเรียบร้อยแล้วอยู่ในมือ ตั้งบนเคาน์เตอร์ด้านหน้าได้ ก็รีบยกถาดที่พี่พัทเตรียมไว้ไปเสิร์ฟที่โต๊ะตามที่บอก

“กาแฟได้แล้วครับ คาปูชิโน่หนึ่ง ลาเต้หนึ่งครับ”

ผมว่าพลางยกกาแฟในถาดลงบนโต๊ะ โค้งให้ลูกค้านิดหนึ่ง ก่อนจะถอยออกมา

“เหนื่อยไหมอิ๊ค”

เสียงพี่พัทถามออกมา ทั้งๆ ที่ตัวเองก็มือเป็นระวิงในการชงกาแฟ และตักไอศกรีมใส่ถ้วยใบใสอยู่ตรงหน้า ผมส่ายหน้าให้น้อยๆ ไม่รู้หรอกว่าอีกฝ่ายมองเห็นหรือเปล่า มือก็ยกถ้วยกาแฟที่เสร็จเรียบร้อยแล้วใส่ถาดไว้คอยถ้วยไอศกรีมที่กำลังจะตามมา

“วันนี้ลูกค้าเยอะมากเลย นี่ถ้าอิ๊คไม่มาช่วย พี่คงแย่”

“ครับ ช่วงนี้อิ๊คว่างพอดี คอร์สเรียนพิเศษยังไม่เปิดน่ะ”

“อ๋อ” อีกฝ่ายลากเสียงยาวรับรู้ “ดีแล้ว...พี่คนเดียวต้องเหนื่อยตายแน่ๆ”

คนพูดว่าติดตลกเกินจริง มือก็ยกถ้วยไอศกรีมที่ตกแต่งหน้าด้วยทอปปิ้ง และแท่งช็อกโกแลตสีน้ำตาลเข้มเรียบร้อยแล้ว วางบนถาดสแตนเลสสีเงินที่คอยอยู่

พี่ ‘ศิรภัทร’ เงยหน้าขึ้นยิ้มให้นิดหนี่งอย่างขอบใจ ก่อนหันมาบอกลูกน้องจำเป็นอย่างผมให้ทราบ

“โต๊ะหนึ่ง นะอิ๊ค”

“ครับ”

กว่าสองทุ่มแล้วที่ทั้งผมกับพี่พัทเพิ่งเก็บร้าน เช็คบัญชีกันเสร็จ ถึงได้พากันมานั่งหอบแฮ่กปาดเหงื่อซ้ายที ขวาทีอย่างเหนื่อยอ่อนบนเก้าอี้โต๊ะกลมติดเคาน์เตอร์ด้านหน้า

วันนี้ลูกค้าเข้าร้านเยอะเป็นพิเศษ ขนาดพี่พัทที่ดูขยันขันแข็งยังบ่นออกมาเลยว่าวันนี้เหนื่อยมากกว่าทุกวัน ดีที่ได้ผมมาช่วย ไม่งั้นคงไม่ไหวแน่ๆ

‘กุ๊กกิ๊ง กุ๊กกิ๊ง’

“ร้านปิดแล้วครับ”

โดยไม่ทันได้หันไปดูว่าเป็นใคร ผมก็หลุดปากพูดออกไปเสียก่อนแล้ว พอเงยหน้าขึ้นมองใบหน้าของพี่พัทก็พบกับรอยยิ้มกว้างขวางอย่างดีใจ เลยอดหันไปมองคนที่เพิ่งเปิดประตูเข้ามาในร้านไม่ได้

“พี่วินท์ ไหงวันนี้มาป่านนี้ล่ะ”

เสียงพี่พัทออกแนวกระเง้ากระงอดผิดจากที่จะเป็นงานเป็นการอย่างทุกครั้ง จนผมได้แต่ทำหน้างง ผู้ชายที่คุยกับพี่พัทเป็นใครเนี่ย ร่างสูงใหญ่สวมเสื้อเชิ้ตสีฟ้าอ่อน ชายเสื้อหลุดรุ่ยออกมาเล็กน้อย เนคโทสีน้ำเงินเข้มที่ถูกปลดหลวมๆ คลายความอึดอัด

“ก็พี่มีประชุมตั้งแต่บ่ายเพิ่งเลิกเองนี่ครับ”

“งั้นก็แล้วไป”

“แล้วนี่มีอะไรให้พี่วินท์กินบ้างล่ะ หิวจะแย่แล้ว ประชุมทั้งวันไม่ได้กินอะไรเลย นอกจากกาแฟ” 

‘พี่วินท์’ ที่พี่ชายของผมเรียก ว่าแล้วก็ลูบท้องตัวเองป้อยๆ ทำหน้าน่าสงสารใส่คนตรงหน้า ก่อนจะเดินคู่กันมากับพี่พัท แล้วจึงนั่งอยู่ตรงข้ามผม บนโต๊ะตัวเดียวกัน

“อ้อ ลืมแนะนำ” เสียงพี่พัทดังมาจากหลังเคาน์เตอร์ใกล้ๆ กัน สงสัยจะกำลังหาอะไรให้พี่วินท์กินรองท้องแหงๆ 

“พี่วินท์ นี่อิ๊ค ลูกพี่ลูกน้องพัทเอง”

ผมยิ้มให้ก่อนจะยกมือไหว้คนเป็นผู้ใหญ่ตรงหน้า ทำหน้าสงสัยใส่ จนพิ่วินท์เองนั่นแหละคงจะรู้เลยแนะนำตัวเองเสียเลย ทำเอาผมอึ้งระคนตกใจไปเลย

“พี่ชื่อวินท์นะ เป็นแฟนพี่พัท”

“...อ่ะครับ”

ผมอ้อมแอ้มตอบรับ ถือโอกาสผละสายตาจากคนตรงหน้าไปมองพี่พัทที่กำลังง่วนอยู่กับการราดช็อคโกแลตเหนียวๆ ลงบนไอศกรีมอยู่ จนเมื่อโดนถามนั่นแหละ ผมถึงได้ละสายตากลับมามองพี่วินท์อีกครั้ง
 
“นี่เราเรียนมอไหนแล้วล่ะ ยังมอปลายอยู่เลยใช่ไหม”

“ปีนี้ขึ้นมอหกครับ”

“อ๋อ นี่ปิดเทอมล่ะสิ”

“ครับ แต่เดี๋ยวก็ต้องไปเรียนพิเศษแล้วครับ”

“เอ๊า ช็อคชิพ ราดช็อกโกแลตของพี่วินท์”

เสียงพี่พัทดังขึ้นมา พลางวางถ้วยไอศกรีมลงตรงหน้าแฟนหนุ่มด้วยรอยยิ้ม แล้วจึงทรุดกายนั่งลงข้างๆ ผมเห็นสองคนตรงหน้ายิ้มให้กันด้วยความรักแบบนี้ ผมก็ยิ่งรู้สึกว่าพี่ทั้งสองคนเหมาะสมกันมากๆ

หันซ้ายหันขวาไม่รู้จะอยู่เป็นกขค.ไปทำไม พอยกนาฬิกาข้อมือขึ้นดู ก็รู้ว่านี่ก็ดึกแล้ว ฉะนั้นผมจึงควรจะกลับเสียที

“พี่พัท พี่วินท์ อิ๊คกลับก่อนนะ”

“อ้าวไหงรีบกลับล่ะ เดี๋ยวกลับพร้อมกันสิ ให้พี่วินท์ไปส่งก็ได้”

“ไม่เป็นไรครับ ผมกลับรถไฟฟ้าดีกว่า เดี๋ยวพรุ่งนี้ผมมาช่วยแต่เช้านะพี่พัท”

ผมตัดบทด้วยความเกรงใจ เพราะผมรู้ว่าถ้าไปส่งผม พี่เขาต้องย้อนไปย้อนมาอยู่ดี ปลดผ้ากันเปื้อนที่คล้องคออยู่ออกไปแขวนไว้ริมประตูห้องหลังร้านซึ่งพี่พัทเอาไว้สำหรับแขวนโดยเฉพาะ เดินเข้าไปคว้าเป้สีแดงใบเก่งในห้อง ก่อนจะยกมือไหว้กล่าวลาทิ้งท้าย แล้วเปิดประตูร้านเดินออกมา
 
“ไปแล้วครับพี่ๆ สวัสดีครับ”

เดินไม่ไกลนักผมก็ถึงสถานีรถไฟฟ้า ย่านธุรกิจแบบนี้และในช่วงเวลานี้มักจะมีผู้โดยสารมากเป็นพิเศษ ผมเดินขึ้นมาบนชานชาลาที่อยู่ชั้นสามอย่างเอื่อยๆ ผิดกับคนอื่นที่ดูจะเร่งรีบเสียมากมาย

จนเมื่อรถไฟฟ้าเข้าจอดเทียบชานชาลา ผู้หญิง ผู้ชายในชุดทำงานมากมายก็ทยอยเดินเข้าไปในตู้อย่างรีบร้อนเช่นตอนแรก ผมเลยเดินตามเข้าไปในตู้สุดท้ายบ้าง  ผู้คนในตู้นี้แน่นกว่าตู้อื่นๆ อาจเพราะว่าเป็นตู้สุดท้าย คนที่รีบวิ่งมาเพราะกลัวไม่ทันขบวนนี้จึงเข้าตู้นี้เสียก่อน
 

‘ฉันโทรมา เพื่อจะบอกว่ารัก ถึงเวลาที่ต้องบอกสักที ไม่กลัวแล้ว จะดูไม่ดี นาทีนี้ต้องพูดไป…’


ยิ่งรถออกมาจากสถานีนั้นมาไกลแล้ว คนก็ยิ่งแน่นขึ้นไปอีก เสียงโทรศัพท์ที่ดังขึ้นในความเงียบทำให้เพิ่มระดับ
ความดังให้มากขึ้นไปอีก

ผมควานหาเครื่องมือสื่อสารเครื่องจิ๋วในกระเป๋ากางเกงยีนสีซีดที่ใส่อยู่อย่างรวดเร็ว หากด้วยความยากลำบากเพราะคนเยอะเกินไปจึงไม่สามารถทำได้ง่ายนัก ยิ่งถูกกดดันด้วยสภาพแวดล้อมรอบข้างที่เงียบแบบนี้ด้วยแล้ว ผมจึงลนลานมากขึ้นไปอีก

“เมื่อไหร่จะหาเจอครับน้อง”

“เอ่อ...ครับๆ”

คนตรงหน้าที่ยืนจับราวโหนอยู่หันหน้ามาทางผมพูดด้วยน้ำเสียงธรรมดา หากสายตาดุๆ ที่มองมาอย่างหงุดหงิดทำให้ผมหงออย่างไรพิกล ผมเลยตอบรับไปอย่างแกนๆ

ผู้ชายคนที่ถามผม คงรำคาญไม่มากก็น้อยที่ผมอืดอาดแบบนี้ เลยเป็นฝ่ายถามออกมาก่อนคนอื่นจะได้เอ่ยปาก เอ๊ะ หรือคนอื่นเขาไม่คิดจะพูดหรอก แต่เอ๊ะ...ใครมั่งล่ะ จะไม่ร้อนรน ถ้าเจอสถานการณ์แบบนี้เข้าน่ะ

คว้าโทรศัพท์ได้ผมก็กดปุ่มเงียบเสียงอย่างรวดเร็ว ด้วยเกรงสายตาประชาชนมากมายที่แม้ไม่มองมา แต่ผมก็รู้สึกถึงความรำคาญที่พวกเขาส่งกระแสจิตมาทางผม ผมก้มหน้าดูที่หน้าจอ เพื่อหาต้นเหตุความอับอายนี้ นี่ถ้าเป็นไอ้พวกเพื่อนตัวดีนะ ผมจะด่าเสียให้เปิง โทษฐานทำให้อาย


“พี่อาร์ต...”

ผมกดตัดสายไปในที่สุด ไม่อยากจะติดต่อกับคนพรรค์นั้นอีก หลอกเราก็เท่านั้น ขี้โม้ว่าไม่มีแฟนก็เท่านั้น

ผมยังไม่ลืมเหตุการณ์ในร้านไอศกรีม วันที่แฟนพี่อาร์ตมาแสดงตัวหรอกนะ ความจริงวันนั้นผมก็ทำปากเก่งไปอย่างนั้นเอง ทั้งๆ ที่จริงๆ ก็รู้สึกผิดเหมือนกัน ถ้าผมเจอสถานการณ์เดียวกับพี่เขา ผมก็คงทนนั่งเฉยๆ ไม่ได้หรอก

 “ไอ้พี่อาร์ตบ้า แม่ง...”

คิดแล้วผมก็ได้แต่สบถออกมาเบาๆ เงยหน้าขึ้นมาอีกทีก็เห็นผู้ชายคนเดิม ถลึงตาดุใส่ผมอยู่ จนผมทำหน้าอย่างงงๆ นั่นแหละ เขาจึงหันกลับไปมองประตูที่กำลังเปิดเพราะจอดที่สถานีใดสถานีหนึ่งอยู่

‘สถานีต่อไป xxx  , Next Station xxx’

เสียงประกาศที่ดังขึ้นทำให้ผมต้องเตรียมตัวลง มือทั้งสองข้างกระชับเป้เข้าหาตัว พลางพยายามแทรกผู้คนที่ยืนอยู่รายรอบมายืนอยู่ตรงประตูทางออกของตู้รถไฟฟ้าจนได้ เงาสะท้อนจากกระจกทำให้เห็นว่าผู้ชายที่ถลึงตาใส่ผมเมื่อครู่กำลังยืนหลับตาอยู่ข้างหลังผมนี่เอง

“สงสัยจะยืนหลับ”

ผมพูดออกมาเบาๆ ก่อนจะไม่สนใจอีก ไม่กี่นาทีต่อมา ก็ถึงสถานีที่ผมต้องลง พอประตูเปิดปุ๊บ ผมก็เดินออกมาทันที ไม่ได้เหลียวกลับไปมองคนที่ยืนอยู่ข้างหลังอีก

---

“พี่พัท หวัดดีคร๊าบ”

ผมส่งเสียงทะเล้นให้เจ้าของชื่อที่ตอนนี้ยืนอยู่หลังเคาน์เตอร์บนตัวมีผ้ากันเปื้อนสีสะอาดของร้านสวมอยู่เรียบร้อยแล้ว ผมเดินเลยนำเป้ใบเก่งเข้าไปวางในห้องด้านใน ก่อนจะคว้าผ้ากันเปื้อนของร้านมาใส่บ้าง

“มานานยังครับ”

“ไม่หรอก ประมาณเก้าโมงเอง”

“มีอะไรให้ผมช่วยบ้างครับ”

ผมว่าแล้วก็กุลีกุจอเข้าไปช่วยพี่พัท ยกกาน้ำร้อน ที่วันนี้ไม่รู้พี่พัทจะคึกย้ายที่วางทำไม จนเสร็จเรียบร้อยแล้วนั่นแหละ เจ้าตัวที่กำลังเช็ดแก้วให้สะอาดอยู่ถึงหันมาตอบ แล้วก็หันไปสนใจงานของตัวเองตรงหน้า

“วางตรงนี้จะได้สะดวกขึ้นน่ะ”

ผมนั่งหน้าเซ็งอยู่บนเก้าอี้หน้าเคาน์เตอร์อย่างไม่รู้จะทำอะไรดี นี่ก็ถึงเวลาเปิดร้านมาประมาณสิบนาทีแล้ว แต่ยังไม่มีลูกค้าเข้าร้านเลย ทั้งๆ ที่เมื่อวานแทบจะยืนรอก่อนร้านจะเปิด ผมส่ายหัวไปมากับความคิดที่คิดยังไงก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดี

“พี่พัทเป็นแฟนกับพี่วินท์นานแล้วเหรอ”

อยู่ๆ ผมก็นึกอะไรขึ้นมาได้ ขอถามซะหน่อย เห็นพี่เค้าสองคนดูน่ารัก เหมาะสมกันดี คนถูกถามมีสีหน้าเรื่อขึ้นนิดหน่อย แต่ก็ไม่ได้ว่าอะไรผมที่ถามละลาบละล้วงอย่างนี้

“ก็...ห้าเดือนมั๊ง”

“โห นานแล้วนะ”

“นานตรงไหน นี่ยังไม่ครบปีเลย”

“ก็แหม”

“ว่าแต่ตัวเองเถอะ เมื่อไหร่จะเอาแฟนมาแนะนำพี่บ้างเนี่ย”

อยู่ๆ คนถูกถามตอนแรกก็เปลี่ยนประเด็นกลับมาถามซะงั้น จนผมได้แต่ทำหน้าเอ๋อ ส่ายไปมาปฏิเสธ

“มีที่ไหนเล่าพี่พัท ใครมันจะมาสนใจ”

“เหอะ” คนพูดทำหน้าหมั่นไส้ก่อนจะเบ้ปาก “แล้วที่โทรหาทุกวันล่ะ แหม...อย่ามาบอกว่าไม่ใช่แฟน”

ผมได้ยินแล้วก็สะอึก ไอ้ที่พี่พัทเห็นผมรับโทรศัพท์น่ะ บางทีผมก็ไม่ได้รับหรอก แค่กดทิ้งแล้วทำเป็นคุยแค่นั้นเอง พี่พัทจะได้ไม่ผิดสังเกต แล้วไอ้คนที่โทรมา ก็จะใช่ใคร นอกจากพี่อาร์ต

“แฟนคนอื่นอ่ะดิพี่”

“แฟนคนอื่นยังไงวะ”

คนฟังหันมาทำหน้าสงสัย แต่ไม่ทันจะได้เอ่ยอะไรออกไป เสียงกระดิ่งตรงประตูที่ติดไว้ ก็บอกว่ามีลูกค้ากำลังเดินเข้ามา ผมคว้าเมนู สมุดโน้ตได้ ก็ลุกขึ้นยืนเพื่อไปรับออเดอร์ หากปากก็พูดต้อนรับออกไปด้วยอย่างที่พี่ชายสอนไว้

“ยินดีต้อนรับครับ”

“กี่ที่ครับ”

“สามนะครับ เชิญทางนี้เลย”

เดินนำคน ‘สอง’คน มานั่งที่โต๊ะติดกระจกใส ก่อนถอยออกมาหนึ่งก้าวตามที่พี่พัทสอนทุกอย่าง วางเมนูลงบนโต๊ะใสๆ ที่มีแจกันเสียบดอกกุหลาบสีขาว อย่างนุ่มนวล คว้าปากกกากับสมุดโน้ตเล็กบางในกระเป๋าใบเล็กตรงหน้าอก ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมายิ้มให้ลูกค้า

“จะสั่งเลยไหมครับ”

“อ๋อ สักครู่นะครับ รออีกคนก่อน”

“ครับ”

ผมตอบรับเสียงใส ก่อนจะหลบฉากออกมายืนหน้าเคาน์เตอร์ดังเดิม และเมื่อไม่เห็นวี่แววว่าลูกค้ารายแรกของร้านจะสั่งอะไรเสียที ผมจึงถือโอกาสนี้ไปเข้าห้องน้ำ ส่วนพี่พัทกำลังทำอะไรสักอย่างง่วนอยู่หน้าตู้เย็น

“อิ๊ค รับออเดอร์”

เสียงพี่พัทตะโกนเข้ามายังห้องด้านใน ทำให้ผมต้องรีบวิ่งออกไปข้างนอก คว้าเมนูอีกแผ่นได้ ก็รีบเดินไปยังโต๊ะที่ลูกค้าเพียงตัวเดียวนั่งอยู่ ตอนนี้มีคนนั่งอยู่ครบสามคนตามที่บอกไว้แต่แรกแล้ว ผมหยุดยืนอยู่นิดหนึ่ง วางเมนูแผ่นสุดท้ายลงโต๊ะก่อนจะพูดต่อ

“จะรับเลยไหมครับ”

“ครับ สั่งเลย”

หนึ่งในสามคนพูด คนนี้คือคนที่หันมาตอบผม และมาก่อนในตอนแรก ส่วนอีกคนเป็นผู้หญิงก็ที่มาด้วยกัน ก็หันหน้าเยี้องๆ ทางด้านซ้าย ส่วนผู้มาใหม่คือผู้ชายคนที่นั่งหันหลังให้ผมนั่นเอง ผมมองลักษณะการแต่งตัวของทั้งหมดแล้ว ก็คิดว่าพวกเขาน่าจะทำงานไม่ไกลจากแถวนี้มากนัก 

“ผมขอมอคค่าร้อนครับ”

“ฉันเอาลาเต้นะคะ อ้อ...เอาเค้กสตอเบอร์รี่มาชิ้นหนึ่งด้วยจ๊ะ”

หญิงสาวคนที่สั่งต่อมาหันมายิ้มให้ผม ผมพยักหน้ายิ้มตอบ แล้วก็ลงมือจดรายการที่ลูกค้าสั่ง ก่อนจะยืนรอลูกค้า
คนสุดท้ายที่กำลังนั่งมองเมนูอยู่

“แล้วคุณรับอะไรดีครับ”

“ขอคาปูชิโน่ร้อนครับ”

ผู้ชายคนนั้นตอบก่อนจะหันไปรวบรวมเมนูจากเพื่อนอีกสองคน ก่อนจะเอี้ยวตัวหันมาส่งคืนให้ผม และจังหวะที่
เขาหันมานั่นเอง ผมก็ได้แต่อุทานในใจอย่างงงๆ ระคนตกใจ

‘เฮ้ย ผู้ชายคนเมื่อวานนี่หว่า’

ก่อนจะปั้นหน้ายิ้มแย้ม คิดในใจว่า คนตรงหน้าผมคงจะจำไม่ได้หรอกน่า

แล้วโลกทำไมมันกลมอย่างนี้เนี่ย

“ได้ครับ รอสักครู่นะครับ”

รับเมนูมาถือได้ ก็ผละออกมาอย่างรวดเร็ว ตกใจแทบแย่ แต่วันนี้ผู้ชายคนนั้นไม่ได้ทำหน้าดุใส่ผม แต่ผมสังเกตได้ว่าเขาเลิกคิ้วขึ้นน้อยๆ ก่อนจะคลายออก ไม่สนใจอีก แล้วหันกลับไปคุยกับเพื่อนๆ ต่อ ผมคงจะคิดไปเองว่าเขาคงจำได้

“พี่พัท ตามนี้”

“ตามนี้อะไรวะ อ่านด้วยดิ”

“ก็นี่ไง ที่จดอ่ะ มอคค่าร้อน คาปูร้อน ลาเต้แล้วก็เค้กสตอ”

ผมอ่านอย่างย่อๆ พลางมองไปยังโต๊ะตัวเดียวในร้านที่มีลูกค้านั่งอยู่ จนโดนพี่พัทสะกิดนั่นแหละ ถึงได้รู้ตัว เดินกลับไปหลังเคาน์เตอร์ หยิบจานใบเล็กมาไว้ในมือ ก่อนจะย่อตัวเปิดตู้กระจกที่มีเค้กมากมายหลากหลายชนิดวางอยู่ หยิบที่ต้องการได้ก็วางไว้บนถาดสแตนเลสที่พร้อมใช้งาน

“แป๊บนึง เอาเค้กไปเสิร์ฟก่อนก็ได้”

เสียงพี่พัทดังมาอีก ทำให้ผมต้องพยักหน้าแกนๆ หยิบถาดที่มีจานเค้กเล็กๆ อยู่ได้ ก็เดินดุ่มๆ ไปเสิร์ฟยังโต๊ะที่มีลูกค้าคอยอยู่ จนเกือบจะถึงโต๊ะที่หมาย อารามรีบร้อนหรือคราวซวยก็ไม่อาจทราบได้ เท้าของผมดันสะดุดกับขาเก้าอี้ที่วางใกล้ๆ จนเซถลา

ถาดสแตนเลสในมือหลุดออกไปตอนไหนผมก็คว้าไว้ไม่ทัน ก่อนที่ร่างผมจะวืดลงสู่พื้น ตาเล็กๆ ของผมก็เห็นเค้กก้อนน้อยๆ สีชมพูสวยงาม ลอยละล่องไปเสียไกล ก่อนจะ ‘โผละ’ ลงบนหัวใครบางคนที่นั่งหันหลังไม่ได้มองมาทางนี้

“กรี๊ด!!!”

“เฮ้ย!!!”

ไม่ทันเสียแล้ว เมื่อผมลงไปนอนเอ้งเม้งอยู่บนพื้น ภาพที่ปรากฏในสายตาก็พบว่า คนที่เคยหันหลังตอนนี้หันหน้ากลับมา แถมสีหน้าก็ดุเสียจนผมแทบจะกัดลิ้นฆ่าตัวตายเพื่อหลบลี้หนีความผิดที่ได้ก่อไว้ บนผมที่เซตมาอย่างดีของผู้ชายคนนั้น มีเค้กสีชมพูน่ารัก พร้อมทั้งครีมสีขาวเปรอะอยู่อย่างเห็นได้ชัด

“อ๊ะ...อิ๊คเกิดอะไรขึ้น”

เสียงตึงตังที่ดังมาให้ได้ยิน พร้อมทั้งเสียงที่ถาม ทำให้ผมทราบว่าตอนนี้ผมมีตัวช่วยแล้ว เลยรีบตะเกียกตะกายลุกขึ้นโดยมีพี่ชายที่แสนดีช่วยพยุง พอเห็นหน้าเท่านั้นแหละ ใบหน้าที่หวาดๆ ของผมก็แทบกลั้นหัวเราะไม่ทัน

“ยังจะมาหัวเราะอีก”

เสียงคนที่มีเค้กเต็มหัวกัดฟันพูด จนผมหงอไปอีกรอบ

“ขอโทษด้วยนะครับๆ น้องมันไม่ได้ตั้งใจน่ะครับ คงจะสะดุด ถ้าไงเดี๋ยวอาบน้ำ เปลี่ยนเสื้อผ้าข้างในก่อนแล้วกันครับ”

พี่พัทว่าเสียยืดยาว ไอ้ผู้ชายหน้ากลัวคนนั้นเลยลดอาการตึงเครียดลงหน่อย แต่ใบหน้านั้นก็ยังไม่วายหันมาทางผมที่ได้แต่ก้มหน้างุดๆ

“ขอโทษเขาสิอิ๊ค”

“ขอโทษครับ”

เสียงดุๆ ของพี่พัท ทำให้ผมต้องอุบอิบขอโทษอย่างเสียไม่ได้ ทั้งที่รู้สึกว่าตัวเองผิดนั่นแหละ แต่พอดูใบหน้าคนตรงหน้าแล้ว มันชวนให้หงุดหงิดเสียไม่ได้ ไอ้ผมมันเป็นประเภทชอบเอาชนะเสียด้วยสิ

“อ้าว เกิดอะไรขึ้นน่ะ”

เสียงทุ้มอีกเสียงแทรกเข้ามา  ผมรีบหันไปมองถึงได้รู้ว่าเป็นพี่วินท์เอง แล้วก็ต้องแปลกใจเมื่ออยู่ๆ พี่วินท์ที่หันซ้ายหันขวาอย่างงงๆ ก็หัวเราะฮาออกมาซะงั้น

“ฮ่าๆๆ เฮ้ยทำไมหัวเป็นงั้นวะไอ้ต้าร์”

“ไม่ต้องมาพูดเลยเอ็ง ยิ่งโมโหๆ อยู่ด้วย”

“พัท ทำไมเหรอ เกิดอะไรขึ้น”

เมื่อหัวเราะจนพอใจแล้ว พี่วินท์ถึงหันมาถามพี่พัทก็ยืนทำหน้างงๆ เช่นเดียวกันกับผม พอตอนตอบคำถามพี่พัทเองก็คงไม่รู้จะตอบยังไงให้ดูดี เลยอ้ำอึ้งๆ จนคนที่โดนการประทุษร้ายโดยไม่ตั้งใจจากผมต้องเป็นฝ่ายตอบเสียเอง

“เอ่อ...พอดี อิ๊คมันทำเค้ก...เอ่อ ”

“ลอยละลิ่วจนหล่นใส่หัวข้าไง ชัดไหมวะไอ้วินท์”

“เออๆ รู้แล้ว ล้อเล่นนิดเดียวทำตาเขียว เอ้า ไปอาบน้ำ ล้างหัวซะสิวะ”  พี่วินท์สั่งเพื่อน ก่อนพยักเพยิดมาทางพี่พัท

“อิ๊ค พาพี่เขาไปสิ ไปเร็ว” ผมเลยได้แต่พยักหน้าหงึกหงัก เดินอย่างสำนึกผิด พาคนที่หน้าแทบบอกบุญไม่รับเข้าไปหลังร้านไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าที่เลอะครีมที่เริ่มหล่นลงมาโดนเสื้อผ้าเลอะไปหมดแล้ว

---

นี่ก็ดึกมากแล้ว แต่ผมยังไม่อยากกลับสักเท่าไหร่ วันนี้ไม่มีใครอยู่บ้าน เพราะพ่อกับแม่ไปธุระต่างจังหวัด ส่วนพี่เอ๋ย พี่สาวคนเดียวของผมก็อยู่ทำกิจกรรมที่มหาวิทยาลัยโน่น กว่าจะกลับมาก็สัปดาห์หน้า

ผมเดินเต๊ะจุ๊ยไปเรื่อยๆ ตามทางเท้าที่มุ่งหน้าไปยังสถานีรถไฟฟ้า สองมือล้วงกระเป๋ายีนซีดๆ ที่สวมอยู่ บนหลังก็มีเป้ใบเก่งสีแดงที่มักจะสะพายไปไหนมาไหนเป็นประจำ บนถนนตอนนี้คลาคล่ำไปด้วยรถยนต์ที่ขับเคลื่อนตามกันไป

เดินไปเรื่อยๆ เสียงโทรศัพท์เคลื่อนที่ก็ดังขึ้น ผมหยุดควานๆ หาในกระเป๋าเป้ที่วันนี้เก็บมือถือคู่ใจใส่ไว้ตั้งแต่บ่าย เพราะมัวแต่วุ่นวายในการเสิร์ฟ การรับออเดอร์ที่ร้านเลยไม่อยากให้ใครโทรมารบกวนทำให้เสียเวลาในการทำงาน

กดรับเสร็จสรรพ ยกมือถือขึ้นแนบหูได้ กำลังจะพูดออกมา อยู่ๆ มือถือที่อยู่ในมือก็ถูกกระชากออกไปตามแรงดึง เสียงตะคอกแรงๆ ดังในระหว่างที่มือกำลังโดนดึง ทำให้ผมตกใจจนปล่อยมือออกจากการเกาะกำโทรศัพท์เครื่องจิ๋วไปโดยอัตโนมัติ

“เฮ้ย!!”

เมื่อได้สตินั่นแหละ ผมถึงได้วิ่งตามไป ไม่รู้หรอกว่ามันวิ่งไปทางไหน แต่ที่รู้ผมต้องเอามันคืนมาให้ได้ มันคือมือถือเครื่องแรกที่ผมสะสมเงินซื้อเองเชียวนะนั่น ไอ้บ้า...เมิงตาย!!!!

วิ่งมานานเท่าไหร่ไม่รู้ รู้แต่ว่าเห็นหลังมันไวไว หากบริเวณนี้ ตอนนี้ก็มืดเสียเหลือเกิน ไอ้หัวขโมยนั่นมันวิ่งไปทางไหนแล้วก็ไม่รู้

“เอ๊ะ นั่นไง”

ไม่รู้ว่ามันตั้งใจให้มองเห็น หรือผมตาดีจริงๆ เลยเห็นมันเข้าจนได้ มันกำลังวิ่งผ่านตรอกซอยเล็กๆ ที่ผมหลงวิ่งเข้ามาโดยไม่มีคุ้นทาง ผมเลยรีบวิ่งย้อนกลับไปต้นซอยอีกครั้ง หวังไว้จะจับมันให้ได้

‘พลั่ก’

แรงประทะที่ผมกำลังกระโจนไปข้างหน้าเต็มที่ กับสิ่งที่ขว้างกั้นอยู่ ทำเอาผมกับใครคนหนึ่งที่ชนกันโดยไม่ได้ตั้งใจกระเด็นออกไปคนละทางพร้อมกัน ผมพยุงตัวลุกขึ้นนั่งอย่างงงๆ โดยฝ่ายนั้นที่กำลังพยุงตัวลุกขึ้นยืนเช่นกัน

“เฮ้ย!!”

“อ้าว!!”

ผมต้องร้องเสียงหลงขึ้นมาอีกรอบ เมื่อผู้ชายตรงหน้าที่ชนกับผม คือคู่กรณีที่ผมทำเรื่องไว้เสียมาก หากไม่ทันได้คิดจะพูดอะไร ผมจึงนึกถึงขโมยขึ้นมาได้ เลยรีบออกตัววิ่งมาอย่างรวดเร็ว มารยงมารยาทไม่สนมันแล้วเว้ย!

หากพอกำลังจะก้าวเท้าไปจริงๆ กลับมีมือมารั้งแขนผมไว้เสียก่อน ผมหันกลับมามองอย่างหัวเสีย กำลังจะเอ่ยปากด่าออกไป อีกฝ่ายกลับชูมืออีกข้างที่มีมือถือผมไว้เสียก่อน ผมเลยยิ้มกว้างออกมาโดยไม่รู้ตัว

“อ๊ะ มาได้ไง”

“ของนายรึเปล่า”

เสียงนั้นราบเรียบ พร้อมด้วยใบหน้าเฉยชาที่ผมแทบจับอารมณ์ไม่ถูก เอ๊ะ หรือวางแผนจะแก้แค้นผมเนี่ย เพราะรู้สึกผมจะก่อคดีไว้กับเขาหลายข้อหาเหลือเกิน

“ของผมครับ แล้ว...?”

“ก็เห็นมันตกอยู่ตรงนั้น” เจ้าของมือชี้ไปยังจุดไม่ไกลนักประกอบคำพูด “นึกว่าของไอ้เจ้านั่น เลยวิ่งจะมาคืน มันดันวิ่งหนี แล้วก็ชนกับนายนี่แหละ”

“ง่ะ”

ผมรับมันมาถือไว้ แต่ก็ทำหน้าเอ๋อเร๋ออย่างแรง ทำไมในโลกนี้นอกจากมันจะกลมแปลกๆ แล้วมันยังจะมีเรื่องเหลือเชื่อแบบนี้เกิดขึ้นได้ด้วย ไม่น่าเชื่อที่เค้าว่า โลกเบี้ยวๆ บูดๆ ใบนี้ มักมีอะไรเกิดขึ้นได้เสมอๆ

“แล้วตกลงของนายใช่ป่ะ”

“ครับ พอดีเจ้านั่นมันกระชากไปจากมือ ผมก็เลยวิ่งตามมา”

“บู๊หน้าดูเลยนะ”

อีกฝ่ายว่าพลางยิ้ม แต่ดูเหมือนการประชดประชันอย่างไรพิกลในความรู้สึกผม แต่จนแล้วจนรอดเมื่อแน่ใจได้บ้างว่า คนตรงหน้าจะไม่อยู่ๆ ก็ลุกขึ้นมาแยกเขี้ยวใส่ผมอีก ผมก็เลยวางใจเดินเคียงกันออกมาจากซอยเล็กๆ นั้นแต่โดยดี

หากอยู่ๆ คนข้างๆ ก็เอ่ยถามขึ้นมาอย่างทำลายความเงียบขึ้น

“แล้วจะใช้ได้รึเปล่านั่น”

ผมก้มลงมองเครื่องสื่อสารเครื่องจิ๋วในมือ ก่อนจะเงยหน้าตอบ 

“ไม่รู้สิครับ คงไม่เป็นอะไรหรอก” ผมว่าพลางไหวไหล่อย่างไม่จริงจังนัก “มันอึดจะตายไปเจ้านี่น่ะ”

“ถ้ามันเจ๊งเอาของพี่ไปใช้ก่อนไหม”

ประโยคที่ดังออกมา ทำให้ผมตาโตอ้าปากหวอไปเลยทีเดียว ทั้งคำว่า ‘พี่’ และความมีน้ำใจของอีกคน ตอนแรกผมคิดว่าผู้ชายคนนี้จะไม่ยอมญาติดีกับผมแล้วเสียอีก ตั้งแต่วันที่เค้กโปะใส่หัวเค้าวันนั้น

“ไม่เป็นไรครับ มันคงใช่ได้แหละ”

“เอาไปเถอะน่ะ มีหลายเครื่อง หลายเบอร์”

“รวยจัง” ผมว่าประชดเล็กๆ “หลายเบอร์นี่ หลายใจด้วยป่ะครับ”

ผมว่าอย่างหมั่นไส้หน่อยๆ คนถูกถามไม่ตอบ หากกลับจ้องผมนัยน์ตาวาวเสียอย่างนั้น ทำให้ผมอดจะรู้สึกร้อนๆ หนาวๆแปลกๆ ไม่ได้ แต่พูดก็พูดเถอะวันนี้คนข้างๆ ก็ใจดีกับผมเป็นพิเศษ จนแอบแปลกใจไปเหมือนกัน

มองไปมองมาคนๆ นี้ก็ดูดีเหมือนกันแฮะ ดูการแต่งตัวอีกล่ะ ถึงแม้จะชายเสื้อจะปล่อยออกกับคลายเนคไทให้หลวมๆสบายๆ ไปแล้วก็ตามแต่ก็ยังดูดีอยู่ ไหนจะคิ้วดำเข้มที่พาดเหนือดวงตาตี่เล็ก แต่ไม่ตี๋จนเกินไปบ่งบอกความีเชื้อจีน
จมูกขึ้น กับปากแดงที่แถมมาด้วยลักยิ้ม หล่อแฮะ...

เหวอ...นี่ผมคิดอะไรไปเนี่ย?


---

‘KKKKKK’

“สวัสดีครับ”

“เป็นไง มือถือใช้ได้หรือยัง”

“ได้แล้วครับ แล้วจะให้ผมเอาไปคืนยังไงครับ”

“อ๊ะ...วันนี้เหรอครับ ได้ครับ”

สุดท้ายตอนจะลงรถไฟฟ้าผมก็ต้องรับมือถือของคนๆ นั้นมาใช้ก่อนอยู่ดี จะด้วยดวงตาดุๆ ที่เอาไว้มองเวลาผมทำหน้าขัดใจเหมือนตอนที่อยู่บนรถไฟฟ้าตอนนั้นก็ไม่แน่ใจ เห็นว่าเป็นเพื่อนพี่วินท์หรอกนะ ไม่งั้นผมคงไม่กล้ารับของเขามาหรอก
 
ผมวางกดวางโทรศัพท์อย่างครุ่นคิดว่าจะทำอย่างไรดี ตอนนี้งานในร้านเสร็จไปหมดแล้ว แต่ยังไงจะให้พี่พัทต้องอยู่ร้านคนเดียวคอยพี่วินท์ก็ท่าจะไม่ดี พี่วินท์ก็ยังไม่เข้ามาสักที ผมเลยต้องแถๆ ไปหาพี่พัทที่คิดบัญชีอยู่ที่เคาน์เตอร์อย่างช่วยไม่ได้

“พี่พัทจ๋า”

“หือ ว่าไงเรา ทำเสียงอ้อนเชียว”

“พี่พัทอยู่รอพี่วินท์คนเดียวได้เปล่า อิ๊คจะไปซื้อของก่อนกลับบ้านซะหน่อย”

ไม่รู้ทำไม ผมต้องโกหกเหมือนกัน

เจ้าของชื่อเงยหน้าขึ้นมาจากกองสมุดบัญชี แล้วก็ยิ้มให้

“ก็ไปสิ พี่อยู่คนเดียวได้อยู่แล้ว กลับบ้านดีละๆ เรา”

“ขอบคุณคร๊าบ”

ผมพนมมือไหว้ขอบคุณ ถอนผ้ากันเปื้อนไปเก็บได้ ก็รีบวิ่งหน้าเริ่ดออกมาจากร้าน พลางดูนาฬิกาข้อมืออย่างเร่งรีบ อีกสิบนาทีสองทุ่ม ตายๆ จะทันไหมเนี่ย ไม่ใช่ไปช้าแล้วตีหน้ายักษ์อยุ่ก่อนแล้วหรอกนะ ยิ่งเดาอารมณ์ยากๆ อยู่ สามวันดี สี่วันไข้รึเปล่าวะ

ไม่ถึงห้านาทีหลังจากนั้นผมก็มายืนหอบแฮ่กๆ อยู่หน้าสถานีรถไฟฟ้าขาประจำ

“หอบแฮ่กเชียว ไม่เห็นต้องรีบ”

พอเงยหน้าขึ้นมา ก็เห็นเจ้าของเสียงทุ้มกำลังยืนทำหน้าดุให้อยู่ก่อนแล้ว ทำไมต้องดุด้วยนะ แค่นี้เอง 

“แฮ่ก...ก็กลัวพี่รอ เห็นบอกกำลังจะออกมาจากที่ทำงานแล้ว”

“ไม่เป็นไร คราวหลังก็ไม่ต้องวิ่งมาแบบนี้มันอันตราย”

“ขึ้นมาดิ ยืนอยู่ทำไม”

ไม่ทันได้พูดอะไรออกไป เพราะมัวแต่หอบอยู่ ผู้ชายตรงหน้าก็สั่งมาอีก ให้ตายสิ...
พี่วินท์ทนคบเพื่อนเผด็จการแบบนี้ไปได้ยังไง

สุดท้ายผมเลยต้องถ่อสังขารขึ้นรถไฟฟ้ามาแหล่งช็อปปิ้งใจกลางเมืองและก็เดินตามคุณพี่ที่เข้าไปนั่งในร้านไอศกรีมกลางห้างดังน่าตาเฉยโดยไม่ฟังความเห็นของผมสักนิด

แต่ทำไม...มันต้องเป็นร้านนี้ด้วยวะ


‘เสียงข้างในดังออกมา มันแสดงออกมา ว่ารักแล้วให้ทำไง...’


เสียงเพลงที่ดังออกมาจากร้อน ทำให้ผมหลุดจากภวังค์ความคิดชั่วคราว ก่อนจะเดินตามผู้ชายตรงหน้าที่เดินจนไปหยุดยังโต๊ะหนึ่ง ตรงข้ามโต๊ะวันนั้นเลยแฮะ ผมได้แต่คิดในใจ ก่อนจะทรุดตัวลงนั่งอย่างเซ็งๆ

“เป็นอะไร ทำหน้ายังกับถ่ายไม่ออก”

นั่น ไหง ประโยคที่ถามมันถึงได้กวนแบบนี้...เอ๊ะ ทำไมคนตรงหน้านี่ ถึงอารมณ์แปรปรวนพิกลวะเนี่ย ไม่ดุก็กวน ไรวะคนเรา เอาใจยากจริง

“เปล่า”

“แล้วทำไมทำหน้างั้นล่ะ แฟนบอกเลิกร้านนี้รึไง”

ได้ยินแล้ว ผมเลยต้องรีบหันกลับไปมองอีกฝ่ายพลางถลึงตาใส่อย่างโกรธๆ ไม่ใช่โกรธเพราะมันเป็นความจริงหรอกเพราะมันไม่ใช่ความจริงอยู่แล้ว แต่ก็เล่นเอาสะอึกหน่อยๆ เหมือนกัน

“มั่วละพี่”

“เหรอ...เอาอะไรดีล่ะ”

อยู่ๆ คนตรงหน้าก็เปลี่ยนเรื่องหน้าตาเฉย ก้มลงมองเมนูไอศกรีมหลากรสที่ถืออยู่ในมือซะงั้น ไอ้ผมก็เลยก้มๆ ลงมองบ้าง แม้จะไม่ได้อยากกินนักก็ตาม ก็นะ...ที่ร้าน ก็ไม่ใช่ว่าจะไม่มีไอติมเสียหน่อย อยากกินเมื่อไหร่พี่พัทก็บอกว่าไปตักกินได้เลย

สั่งเสร็จแล้ว อยู่ๆ เสียงโทรศัพท์ของผมก็ดังขึ้น พอดูชื่อคนที่โทรเข้ามา ผมเลยต้องเบ้หน้า อะไรวะ นั่งก็ร้านเดิม พี่อาร์ตดั๊นโทรมาอีก ไม่โทรมาหลายวันแล้วนะ ไหงโทรมาอีกแล้ว เลยจัดการกดทิ้ง

ไม่กี่วินาทีต่อไป เสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้นอีก จนคนตรงหน้าคงจะทนไม่ได้ เพราะตอนนี้หน้าเริ่มดุ เข้าโหมดยักษ์ไปอีกแล้ว

“รับๆ ซะสิ ปล่อยให้ดังอยู่ได้”

“ก็ไม่อยากรับ”

“แล้วทำไมไม่อยากรับ”

“ก็ไม่อยากคุย” 

ผมอ้อมแอ้มตอบ แล้วกดทิ้งไปอีก จนมันดังอีกครั้ง

‘…วันนี้ หัวใจ มันกำความรักไว้ไม่อยู่ซะแล้วเธอ...’


“ไม่รับ ฉันรับเอง”

ไม่ทันจะจบประโยคดี มือใหญ่ของคนตรงหน้าก็คว้าไปกดรับหน้าตาเฉย จะคว้ากลับมาก็ไม่ถึง เพราะอีกคนเอาไปแนบหูเสียแล้ว เฮ้ย...

“เจ้าของเค้าไม่อยากคุยก็เลิกโทรมาได้แล้ว”

“ผมเป็นใครเหรอ”

“เออใช่ เป็นแฟน งั้นก็เลิกโทรมาซะที”
 

ห๊ะ! ถ้าใครมาเห็นใบหน้าผมตอนนี้ผมจะหัวเราะจนตัวงอแน่ๆ ก็นะ ตอนนี้ดวงตาคงเบิกกว้าง ปากก็คงอ้าหวอไปแล้ว เมื่อสติสตังกลับมาผมเลยรีบถามทันที

“พี่ไปบอกพี่อาร์ตว่าอะไรนะ”

“ก็ตามนั้นแหละ”

“ตามนั้น ตามไหนเล่า”

“ช่างเหอะ ว่าแต่ชอบเพลงนั้นมากรึไง”

คนอะไรวะ เปลี่ยนเรื่องอีกแล้ว งงชิบเป๋ง

“เพลงไหนของพี่”

ผมว่าอย่างฉุนๆ ตอบก็ไม่ตรงคำถาม ดันมาถามคนอื่นเค้าอีก อะไรวะ ไม่แฟร์เลย ให้ตายสิ

“เอ้า ก็ที่ทำเป็นเสียงเรียกเข้าไง”

พอผมกำลังจะอ้าปากตอบ บริกรสาวน่ารักก็นำไอศกรีมมาเสิร์ฟเสียก่อน ผมเลยหุบปาก จัดการไอศกรีมตรงหน้าเสียดีกว่า แถมดูคนตรงหน้าก็ไม่ได้คิดจะถามอะไรต่อ เห็นลงมือจัดการในส่วนของตัวเองเหมือนกัน

“โทรศัพท์ผมล่ะ”

เมื่อนึกได้ ผมก็เลยยื่นมือไปขอคืน แล้วก็เลื่อนโทรศัพท์ของคนตรงหน้าที่ยืมมาคืนไปเสียด้วย ผู้ชายตรงหน้าผมพยักหน้าอย่างว่าง่าย ก่อนจะเอาโทรศัพท์ของผมที่ถืออยู่ในมือ ไปกดอะไรสักอย่าง ไม่นาน แล้วก็ส่งกลับมา

“พี่ทำไรอ่ะ”

“เปล่า”

รับโทรศัพท์คืนได้ ผมก็ไม่สนใจอะไรอีก จัดการกับไอศกรีมตรงหน้าจนหมด

---

‘สถานีต่อไป xxx  , Next Station xxx’

“ผมไปก่อนนะพี่ ขอบคุณมากครับ”

ว่าแล้วก็หันไปไหว้งามๆ กับยิ้มหวานให้เสียทีหนึ่งให้สมกับที่เลี้ยงไอศกรีมและให้ยืมโทรศัพท์เสียหลายวันโดยไม่รอให้อีกฝ่ายได้ตอบ ผมเดินไปยืนที่หน้าประตูรถไฟฟ้าฝั่งที่จะเปิดอย่างทุกครั้ง หากเงาที่สะท้อนให้กระจกอย่างวันนั้นก็อดที่จะทำให้ผมมองคนข้างหลังเสียไม่ได้

หากที่ผมได้เห็นในวันนี้ไม่ใช่การหลับตาอย่างวันก่อน แต่สิ่งที่ได้ตอบกลับมากลับเป็นรอยยิ้ม...

รอยยิ้มที่ผมไม่คิดว่าจะได้จากคนๆ นี้

แปลกแต่จริง!

หากพอจะหันกลับไปมองของจริง รถไฟฟ้ากลับจอดนิ่งสนิทและประตูตรงหน้าผมก็เปิดออกเสียก่อน กระแสผู้คนที่กำลังเดินต่อจากผมออกมา ทำให้ไม่สามารถหันกลับไปมองได้ในทันที หากเมื่อสามารถหันกลับไปมองได้จากชานชาลาที่ลงประตูรถไฟฟ้ากลับปิดลงและเคลื่อนตัวออกไปเสียก่อน

ผมสะบัดหัวไล่ความคิดแปลกๆ กับรอยยิ้มนั่น หากไม่ทันจะก้าวเท้าลงบันไดเพื่อไปยังพื้นเบื้องล่าง เสียงโทรศัพท์ที่ดังขึ้นทำให้ผมต้องรีบค้นมันออกมาจากกระเป๋ากางเกงเสียก่อน มองหน้าจอที่แสงไฟกระพริบอยู่ก็ได้แต่ทำหน้างง

...พี่ต้าร์...


“มีอะไรหรือเปล่าครับ”

“พี่มีอะไรจะบอก”

ไม่ทันที่ผมจะอ้าปากถาม เสียงเพลงที่คุ้นเคยก็ดังขึ้นมาเสียก่อน


‘ฉันโทรมา เพื่อจะบอกว่ารัก ถึงเวลาที่ต้องบอกสักที
ไม่กลัวแล้ว จะดูไม่ดี นาทีนี้ต้องพูดไป
เสียงข้างในดังออกมา มันแสดงออกมา ว่ารักแล้วให้ทำไง
วันนี้ ‘หัวใจ’ มันกำความรักไว้ไม่อยู่ซะแล้ว...เธอ’



หากคราวนี้มันไม่ได้เป็นเสียงของนักร้องดังอย่างที่ผมตั้งเป็นเสียงเรียกเข้า แต่มันเป็นเสียงคนที่กำลังคุยกับผมอยู่ต่างหาก  พอฟังจบ ไม่ทันที่ผมจะได้พูดอีก เสียงพี่ต้าร์ก็แทรกเข้ามาอีกครั้ง

วันนี้ ‘หัวใจ’ มันกำความรักไว้ไม่อยู่ซะแล้วเธอ

พี่หมายความตามนั้นจริงๆ นะ

...กลับบ้านดีๆ ล่ะ ฝันดีนะครับอิ๊ค”

แล้วสายก็ตัดไป ปล่อยให้ผมยืนงง อึ้ง ก่อนที่ใบหน้าจะแดงขึ้นตามมา ส่วนในมือก็ถือโทรศัพท์เครื่องเล็กค้างอยู่อย่างนั้น

---

จบตอน

edit @ 19 Mar 2008 16:16:24 by มังกรสีน้ำเงิน

ชื่อ: 
เว็บไซต์: 
คอมเมนต์:




smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry
ว๊าวววววววววววววววว !
ว๊าวววววววววววววววววววววว !

เขินนนนนนนน 555555555
ตอนนี้เขินที่สุดเลยล่ะค่ะ ในบรรดาสามเรื่อง

รู้สึกว่าเรื่องนี้น่ารัก ^ ^

กลับมาแล้วววว ดีใจจังเลยยย
ยังรอหนุ่มสายศิลป์อยู่นะคะ !
#1  by  EMTINESS At 2008-03-19 20:01, 
ฮี้ววววววววววว

หรั่งคุงครับ อ่ะนะ พี่ไม่ได้แวะมาเยี่ยมตั้งนาน

หุ ๆ อ่านตั้งแต่ต้นจนจบ
โฮะ ๆ ๆ หัวใจเบิกบาน (ยังกะได้เป็นเด้กอีกครั้ง โฮะ ๆ ๆ)

ต่อ ๆ ๆ เร็ว ๆ นะครับ 555
#2  by  Hope Or Pain At 2008-03-20 07:34, 
surprised smile
#3  by  eaxza At 2008-04-03 08:14, 
น่ารักดีน่ะ
#4  by  toto kung At 2008-04-06 16:41, 
หวานจัง แต่รอหนุ่มสายศิลป์อยู่นะ เมื่อไหร่จะต่อสักที ตื่นเต้นๆ
#5  by  honey (61.7.175.186) At 2008-04-09 14:31, 

<< Home